ไขข้อสงสัย รากฟันเทียมทั้งปาก คืออะไร? ราคาเท่าไหร่ และใครที่ควรทำ

รากฟันเทียมทั้งปาก

สำหรับผู้ที่สูญเสียฟันจำนวนมากหรือเกือบทั้งปาก ปัญหาที่เกิดขึ้นมักไม่ได้จำกัดอยู่เพียงเรื่องความสวยงามของรอยยิ้มเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวันในหลายด้าน เช่น การบดเคี้ยวอาหารที่ไม่มีประสิทธิภาพ การออกเสียงพูดที่เปลี่ยนไป รวมถึงการเปลี่ยนแปลงของรูปหน้าอันเนื่องมาจากการยุบตัวของกระดูกขากรรไกรภายหลังการสูญเสียฟัน

ในปัจจุบัน แนวทางการรักษาที่ก้าวหน้าขึ้นคือ “รากฟันเทียมทั้งปาก” ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อฟื้นฟูโครงสร้างการบดเคี้ยวอย่างใกล้เคียงธรรมชาติที่สุด โดยใช้รากเทียมเป็นฐานรองรับฟันชุดใหม่ที่มั่นคง ไม่ต้องถอดเข้า–ออก และช่วยคงสภาพกระดูกในระยะยาว

สารบัญ

ทำความรู้จัก “รากฟันเทียมทั้งปาก”

รากฟันเทียมทั้งปาก ราคา

 

​​รากฟันเทียมทั้งปาก (Full Mouth Implant) คือ  การฟื้นฟูฟันทั้งระบบของช่องปาก ไม่ใช่แค่ซี่เดียวหรือบางตำแหน่ง แต่เป็นการวางรากเทียมหลายตำแหน่งเพื่อรองรับฟันใหม่ทั้งขากรรไกรบนและล่าง โดยใช้รากเทียมเป็นฐานรองรับฟันชุดใหม่ เพื่อให้สามารถใช้งานบดเคี้ยวและใช้ชีวิตประจำวันได้ใกล้เคียงฟันธรรมชาติ

ซึ่งในเชิงวิชาการทางการแพทย์สามารถแบ่งประเภทของการฟื้นฟูฟันทั้งระบบของช่องปากออกได้เป็น 2 ประเภท ดังนี้

  1. Full Arch Implant Rehabilitation คือแนวทางการฟื้นฟูการสูญเสียฟันทั้งขากรรไกรบนหรือขากรรไกรล่าง โดยใช้รากฟันเทียมจำนวนหนึ่งฝังลงในกระดูกขากรรไกรเพื่อทำหน้าที่เป็นฐานรองรับฟันเทียมทั้งชุดที่ออกแบบเฉพาะสำหรับผู้ป่วยแต่ละราย

การรักษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ

  • ฟื้นฟูประสิทธิภาพการบดเคี้ยว
  • ช่วยให้การออกเสียงและการใช้ชีวิตประจำวันเป็นไปอย่างเหมาะสม
  • สนับสนุนโครงสร้างใบหน้าและการกระจายแรงบดเคี้ยวในช่องปาก

การวางแผนรักษาจะพิจารณาจากหลายปัจจัย เช่น

  • ปริมาณและคุณภาพของกระดูกขากรรไกร
  • สภาพเนื้อเยื่อในช่องปาก
  • ลักษณะการสบฟัน
  • สุขภาพโดยรวมของผู้ป่วย

เพื่อให้การรักษามีความเหมาะสมและสอดคล้องกับสภาพช่องปากของแต่ละบุคคล

  1. Full Mouth Implant Rehabilitation คือกระบวนการฟื้นฟูการสูญเสียฟันในทั้งช่องปาก โดยใช้รากฟันเทียมร่วมกับการบูรณะฟันรูปแบบต่าง ๆ เพื่อทดแทนฟันที่สูญเสียไปในทั้งขากรรไกรบนและล่าง  การรักษาในลักษณะนี้มักต้องอาศัยการวางแผนแบบองค์รวม (Comprehensive Treatment Planning) เพื่อพิจารณาปัจจัยหลายด้าน เช่น
  • ความสมดุลของการสบฟัน
  • โครงสร้างขากรรไกรและข้อต่อขากรรไกร
  • สภาพกระดูกและเนื้อเยื่อรองรับ
  • การทำงานของกล้ามเนื้อบดเคี้ยว

แนวทางดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อฟื้นฟูทั้ง

  • การทำงานของระบบบดเคี้ยว
  • ความสมดุลของการสบฟัน
  • และโครงสร้างทางชีวกลศาสตร์ของช่องปาก

โดยแผนการรักษาจะถูกออกแบบเฉพาะบุคคล ภายใต้การประเมินและการดูแลของทันตแพทย์

รูปแบบที่ได้รับความนิยมมาก ได้แก่

  • All-on-4: ใช้รากฟันเทียม 4 ตัวต่อหนึ่งขากรรไกร
  • All-on-6: ใช้รากฟันเทียม 6 ตัวต่อหนึ่งขากรรไกร
  • Implant-supported full arch bridge หรือ All-on-X: ใช้รากฟันเทียมมากกว่า 6 ตัวต่อหนึ่งขากรรไกร

จำนวนรากฟันเทียมทั้งปากที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับคุณภาพและปริมาณกระดูกของคนไข้ รวมถึงแผนการรักษาที่ทันตแพทย์ประเมินอย่างละเอียดก่อนดำเนินการ จุดประสงค์หลักของการรักษาประเภทนี้คือการฟื้นฟูการบดเคี้ยว ความมั่นคง และความสวยงามให้ใกล้เคียงฟันธรรมชาติที่สุด ภายใต้หลักความปลอดภัยและความยั่งยืนในระยะยาว

กลุ่มคนไข้ที่เหมาะกับการทำรากฟันเทียมทั้งปาก

การสูญเสียฟันจำนวนมากหรือการสูญเสียฟันทั้งขากรรไกรเป็นภาวะที่ส่งผลกระทบต่อทั้งการทำงานของระบบบดเคี้ยว สุขภาพช่องปาก และคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยในระยะยาว ไม่ว่าจะเป็นความสามารถในการรับประทานอาหาร การออกเสียง หรือความมั่นใจในการใช้ชีวิตประจำวัน

ในทางทันตกรรมสมัยใหม่ การฟื้นฟูฟันด้วย รากฟันเทียมทั้งขากรรไกร (Full-arch implant rehabilitation) เป็นหนึ่งในแนวทางการรักษาที่ถูกพัฒนาเพื่อทดแทนฟันที่สูญเสียไป โดยใช้รากฟันเทียมเป็นโครงสร้างยึดรองรับฟันเทียมแบบติดแน่น ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อฟื้นฟูการทำงานของระบบบดเคี้ยวและโครงสร้างช่องปากให้ใกล้เคียงธรรมชาติมากที่สุด

อย่างไรก็ตาม การรักษาด้วยรากฟันเทียมทั้งปากไม่ได้เหมาะสมกับผู้ป่วยทุกคน การพิจารณาความเหมาะสมจำเป็นต้องอาศัยการตรวจประเมินอย่างละเอียดโดยทันตแพทย์ ทั้งในด้านสภาพช่องปาก ปริมาณกระดูกขากรรไกร สุขภาพทั่วไป และความต้องการในการใช้งานของผู้ป่วยแต่ละราย

1. ผู้ที่สูญเสียฟันจำนวนมากหรือเกือบทั้งปาก

ผู้ป่วยที่สูญเสียฟันหลายตำแหน่ง หรือเหลือฟันธรรมชาติอยู่เพียงบางซี่ อาจประสบปัญหาเกี่ยวกับการบดเคี้ยว การสบฟันที่ไม่สมดุล หรือการกระจายแรงบดเคี้ยวที่ไม่เหมาะสม ในกรณีที่จำนวนฟันที่เหลืออยู่ไม่เพียงพอสำหรับการบูรณะด้วยครอบฟันหรือสะพานฟัน การฟื้นฟูทั้งขากรรไกรด้วยรากฟันเทียมอาจถูกพิจารณาเป็นหนึ่งในทางเลือกของแผนการรักษา

2. ผู้ที่ไม่สามารถใช้งานฟันปลอมแบบถอดได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ผู้ป่วยบางรายที่ใช้ฟันปลอมแบบถอดได้อาจพบปัญหา เช่น

  • ฟันปลอมหลวม
  • ฟันปลอมเคลื่อนตัวระหว่างการรับประทานอาหาร
  • การระคายเคืองของเหงือก
  • ประสิทธิภาพการบดเคี้ยวลดลง

ในบางกรณี การใช้รากฟันเทียมเพื่อรองรับฟันเทียมทั้งขากรรไกรอาจช่วยเพิ่มความมั่นคงของโครงสร้างฟันเทียม และช่วยให้การใช้งานในชีวิตประจำวันสะดวกขึ้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการประเมินของทันตแพทย์

3. ผู้ที่มีปริมาณกระดูกขากรรไกรลดลง โดยเฉพาะบริเวณฟันหลัง

หลังจากการสูญเสียฟันเป็นระยะเวลานาน กระดูกขากรรไกรอาจเกิดการยุบตัวตามธรรมชาติ โดยเฉพาะในบริเวณฟันหลัง ซึ่งอาจทำให้การวางรากฟันเทียมในตำแหน่งฟันแต่ละซี่ทำได้ยากในบางกรณี การวางแผนการรักษาแบบฟื้นฟูทั้งขากรรไกรในบางแนวทางอาจช่วยให้สามารถใช้ประโยชน์จากตำแหน่งกระดูกที่ยังคงมีความหนาแน่นเหมาะสมได้มากขึ้น ทั้งนี้จำเป็นต้องมีการตรวจประเมินด้วยภาพถ่ายรังสีสามมิติเพื่อวิเคราะห์โครงสร้างกระดูกก่อนการรักษา

4. ผู้ที่ต้องการลดจำนวนขั้นตอนการผ่าตัดหรือการรักษา

ในบางกรณี การทดแทนฟันที่สูญเสียไปทีละซี่อาจต้องใช้รากฟันเทียมจำนวนมากและต้องเข้ารับการผ่าตัดหลายตำแหน่ง การฟื้นฟูฟันทั้งขากรรไกรด้วยรากฟันเทียมจำนวนจำกัดที่รองรับโครงสร้างฟันเทียมทั้งชุด อาจเป็นอีกหนึ่งแนวทางการรักษาที่ช่วยลดจำนวนตำแหน่งการฝังรากเทียมเมื่อเทียบกับการทดแทนฟันทีละซี่ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการออกแบบแผนการรักษาและสภาพช่องปากของผู้ป่วย

5. ผู้ที่มีภาวะแทรกซ้อนจากครอบฟันหรือสะพานฟันเดิม

ผู้ป่วยบางรายอาจเคยได้รับการรักษาด้วยครอบฟันหรือสะพานฟันมาก่อน แต่เมื่อเวลาผ่านไป ฟันที่ใช้เป็นฐานรองรับอาจเกิดปัญหา เช่น

  • ฟันโยกจากโรคปริทันต์
  • การผุของฟันใต้ครอบฟัน
  • การสูญเสียโครงสร้างฟันจำนวนมาก

หากฟันที่เป็นฐานรองรับมีพยากรณ์โรคไม่ดี การวางแผนฟื้นฟูทั้งขากรรไกรอาจถูกนำมาพิจารณาเป็นทางเลือกหนึ่งในการรักษา

6. ผู้ที่มีฟันผุหลายซี่ในระดับรุนแรง

ในกรณีที่ผู้ป่วยมีฟันผุหลายตำแหน่งจนส่งผลต่อโครงสร้างฟันอย่างมาก การรักษาเพื่อเก็บรักษาฟันธรรมชาติอาจมีข้อจำกัดในระยะยาว หลังจากการประเมินโดยทันตแพทย์แล้ว หากพบว่าฟันหลายซี่มีพยากรณ์โรคไม่ดี การฟื้นฟูทั้งขากรรไกรด้วยรากฟันเทียมอาจเป็นหนึ่งในทางเลือกที่ถูกพิจารณาในแผนการรักษา

7. ผู้ที่มีโรคปริทันต์ระยะรุนแรง (Advanced Periodontitis)

โรคปริทันต์ในระยะรุนแรงอาจทำให้เกิดการสูญเสียกระดูกและการโยกของฟันหลายตำแหน่ง ส่งผลให้ฟันไม่สามารถทำหน้าที่รองรับแรงบดเคี้ยวได้อย่างเหมาะสม ในบางกรณีที่ไม่สามารถรักษาฟันธรรมชาติไว้ได้ การวางแผนฟื้นฟูทั้งขากรรไกรด้วยรากฟันเทียมอาจถูกนำมาพิจารณา โดยต้องมีการควบคุมโรคปริทันต์และประเมินสุขภาพช่องปากอย่างเหมาะสมก่อนการรักษา

8. ผู้ที่มีความกังวลเกี่ยวกับการยุบตัวของกระดูกขากรรไกร

การสูญเสียฟันเป็นเวลานานอาจส่งผลให้เกิดการยุบตัวของกระดูกขากรรไกร ซึ่งอาจส่งผลต่อรูปหน้าและโครงสร้างของช่องปาก รากฟันเทียมมีบทบาทในการถ่ายทอดแรงบดเคี้ยวสู่กระดูกขากรรไกร ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ช่วยสนับสนุนการคงสภาพของกระดูกในระยะยาว อย่างไรก็ตาม ผลลัพธ์อาจแตกต่างกันไปในผู้ป่วยแต่ละราย

9. ผู้ที่ต้องการฟื้นฟูประสิทธิภาพการบดเคี้ยว

การสูญเสียฟันจำนวนมากอาจส่งผลให้ประสิทธิภาพในการบดเคี้ยวลดลง และอาจส่งผลต่อการเลือกรับประทานอาหาร การฟื้นฟูด้วยรากฟันเทียมทั้งขากรรไกรมีเป้าหมายเพื่อช่วยให้ระบบบดเคี้ยวสามารถทำงานได้ใกล้เคียงธรรมชาติมากขึ้น ทั้งนี้ต้องอาศัยการออกแบบฟันเทียมและการวิเคราะห์การสบฟันอย่างเหมาะสม

10. ผู้ที่ต้องการเพิ่มความมั่นใจในการใช้ชีวิตประจำวัน

การสูญเสียฟันหรือการใช้ฟันปลอมที่ไม่มั่นคงอาจส่งผลต่อความมั่นใจในการพูด การยิ้ม หรือการเข้าสังคม

การฟื้นฟูโครงสร้างฟันด้วยรากฟันเทียมอาจช่วยให้ผู้ป่วยสามารถใช้งานฟันเทียมได้อย่างมั่นคงมากขึ้น ซึ่งอาจส่งผลต่อความสะดวกสบายในการใช้ชีวิตประจำวัน ทั้งนี้ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับสภาพช่องปากและการดูแลรักษาหลังการรักษา

ข้อดีของการทำรากฟันเทียมทั้งปาก

ใส่รากฟันเทียมทั้งปาก

 

การทำรากฟันเทียมทั้งปากเป็นแนวทางการฟื้นฟูช่องปากที่ออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหาการสูญเสียฟันจำนวนมากอย่างเป็นระบบ นอกจากจะช่วยทดแทนฟันที่หายไปแล้ว ยังมีข้อดีในด้านอื่น ๆ ดังนี้

  • ช่วยลดจำนวนตำแหน่งการผ่าตัดและระยะเวลาการรักษา

การฟื้นฟูฟันทั้งขากรรไกรด้วยรากฟันเทียมมักใช้รากฟันเทียมประมาณ 4–6 ซี่ต่อหนึ่งขากรรไกร เพื่อรองรับโครงสร้างฟันเทียมทั้งชุดเมื่อเทียบกับการฝังรากฟันเทียมในทุกตำแหน่งของฟันที่สูญเสีย การวางรากฟันเทียมจำนวนจำกัดเพื่อรองรับฟันทั้งขากรรไกรอาจช่วยลดจำนวนจุดผ่าตัด ลดระยะเวลาการผ่าตัด และลดความซับซ้อนของขั้นตอนการรักษาในบางกรณี

  • ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบดเคี้ยว

รากฟันเทียมที่ยึดติดกับกระดูกขากรรไกรสามารถทำหน้าที่เป็นโครงสร้างรองรับฟันเทียมที่มั่นคงเมื่อมีการออกแบบฟันเทียมและการสบฟันอย่างเหมาะสม โครงสร้างดังกล่าวสามารถช่วยกระจายแรงบดเคี้ยวไปสู่กระดูกขากรรไกรได้อย่างสมดุล ทำให้ผู้ป่วยสามารถรับประทานอาหารได้สะดวกมากขึ้นเมื่อเทียบกับภาวะการสูญเสียฟันหรือการใช้ฟันปลอมที่ไม่มั่นคง

  • เพิ่มความมั่นคงของฟันเทียมเมื่อเทียบกับฟันปลอมถอดได้

ฟันปลอมแบบถอดได้ในบางกรณีอาจเกิดการเคลื่อนตัวหรือหลวมระหว่างการใช้งาน โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่มีการยุบตัวของกระดูกขากรรไกรการใช้รากฟันเทียมเป็นฐานรองรับฟันเทียมทั้งขากรรไกรสามารถช่วยเพิ่มความมั่นคงของโครงสร้างฟันเทียม ซึ่งอาจช่วยให้การพูด การรับประทานอาหาร และการใช้งานในชีวิตประจำวันมีความสะดวกมากขึ้น

  • ช่วยเพิ่มความมั่นใจในการพูดและการยิ้ม

การสูญเสียฟันหรือการใช้ฟันปลอมที่ไม่มั่นคงอาจส่งผลต่อการออกเสียงและความมั่นใจในการยิ้มฟันเทียมที่ยึดติดกับรากฟันเทียมมีโครงสร้างที่มั่นคงและไม่เคลื่อนง่าย จึงอาจช่วยลดความกังวลเกี่ยวกับการขยับของฟันระหว่างการพูดหรือการยิ้ม ทำให้ผู้ป่วยสามารถสื่อสารได้อย่างเป็นธรรมชาติมากขึ้น

  •  อาจช่วยลดความจำเป็นในการปลูกกระดูกในบางกรณี

เทคนิคการวางรากฟันเทียมแบบ All-on-4 หรือ All-on-6 ถูกออกแบบให้วางรากฟันเทียมในตำแหน่งที่มีมวลกระดูกขากรรไกรเพียงพอแนวทางดังกล่าวอาจช่วยลดความจำเป็นในการปลูกกระดูกเพิ่มเติมในผู้ป่วยบางราย โดยเฉพาะในบริเวณฟันหลังที่มักเกิดการยุบตัวของกระดูก อย่างไรก็ตาม การพิจารณาว่าจำเป็นต้องปลูกกระดูกหรือไม่ขึ้นอยู่กับการประเมินโครงสร้างกระดูกของผู้ป่วยโดยทันตแพทย์

  • ช่วยคงสภาพกระดูกขากรรไกรในระยะยาว

เมื่อฟันธรรมชาติสูญเสียไป กระดูกขากรรไกรมักเกิดการยุบตัวตามธรรมชาติ เนื่องจากไม่มีแรงบดเคี้ยวถ่ายทอดลงสู่กระดูกรากฟันเทียมสามารถทำหน้าที่คล้ายรากฟันธรรมชาติ โดยถ่ายทอดแรงบดเคี้ยวลงสู่กระดูกขากรรไกร ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ช่วยกระตุ้นการทำงานของกระดูกและอาจช่วยลดการยุบตัวของกระดูกในบริเวณที่วางรากเทียม

  • มีความแข็งแรงและสามารถใช้งานได้ในระยะยาว

เมื่อรากฟันเทียมสามารถยึดติดกับกระดูกขากรรไกรได้อย่างสมบูรณ์ (osseointegration) และได้รับการดูแลสุขอนามัยช่องปากอย่างเหมาะสมโครงสร้างรากฟันเทียมสามารถรองรับการใช้งานในระยะยาวได้หลายปี อย่างไรก็ตาม อายุการใช้งานของรากฟันเทียมขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น สุขภาพช่องปากของผู้ป่วย การดูแลรักษาหลังการรักษา และการติดตามผลกับทันตแพทย์อย่างสม่ำเสมอ

โดยรวมแล้ว รากฟันเทียมทั้งปากเป็นการรักษาที่เน้นความมั่นคง การใช้งานที่ใกล้เคียงธรรมชาติ และการดูแลโครงสร้างช่องปากในระยะยาว ทั้งนี้ ความเหมาะสมขึ้นอยู่กับการประเมินเฉพาะบุคคลโดยทันตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ และควรพิจารณาถึงข้อดี-ข้อเสีย ของรากฟันเทียมในระยะยาว ก่อนตัดสินใจผ่าตัดรากฟันเทียม

รากฟันเทียมทั้งปาก ราคาเท่าไหร่?

ราคา รากฟันเทียมทั้งปากโดยทั่วไปอยู่ในช่วงประมาณ 150,000 – 400,000 บาทขึ้นไป ต่อหนึ่งขากรรไกร ขึ้นอยู่กับจำนวนรากฟันเทียม ระบบ และวัสดุครอบฟัน

ปัจจัยอื่น ๆ ที่มีผลต่อราคา ได้แก่

  • จำนวนรากฟันเทียมที่ใช้ เช่น All-on-4 หรือ All-on-6
  • ระบบรากฟันเทียมที่เลือกใช้ ซึ่งมีระดับมาตรฐานและงานวิจัยรองรับแตกต่างกัน
  • ชนิดของวัสดุครอบฟันหรือฟันทั้งแผง เช่น ไทเทเนียม อะคริลิก เซอร์โคเนีย หรือวัสดุผสมชนิดต่าง ๆ
  • ความจำเป็นในการรักษาเพิ่มเติม เช่น การปลูกกระดูก หรือการยกไซนัสในบางกรณี

เนื่องจากการรักษารากฟันเทียมทั้งปากเป็นแผนการรักษาที่ต้องออกแบบเฉพาะบุคคล การประเมินโดยทันตแพทย์จึงมีความสำคัญ เพื่อให้ทราบค่าใช้จ่ายที่ชัดเจนและเหมาะสมกับสภาพกระดูก สุขภาพช่องปาก และเป้าหมายการใช้งานในระยะยาวของคนไข้แต่ละราย

ที่ Ume Dental Clinic การฟื้นฟูฟันด้วยรากฟันเทียมทั้งปากมีราคาเริ่มต้นประมาณ 180,000 บาทต่อหนึ่งขากรรไกร โดยแผนการรักษาจะถูกออกแบบเฉพาะบุคคลตามสภาพกระดูกขากรรไกร สุขภาพช่องปาก และเป้าหมายการใช้งานของผู้ป่วยแต่ละราย การรักษาดำเนินการภายใต้แนวคิด Dentium Signature House ซึ่งเป็นแนวทางการดูแลผู้ป่วยรากฟันเทียมแบบครบกระบวนการ ตั้งแต่การตรวจประเมิน การวางแผนการรักษา ไปจนถึงการออกแบบโครงสร้างฟันเทียมให้สอดคล้องกับระบบบดเคี้ยวของผู้ป่วย เพื่อสนับสนุนผลลัพธ์การใช้งานที่มั่นคงในระยะยาว 

หลังการรักษา ผู้ป่วยจะได้รับการดูแลติดตามผลผ่านระบบ R6M Recall System ซึ่งเป็นแนวทางการนัดติดตามผลอย่างต่อเนื่อง เพื่อประเมินสุขภาพเหงือก สภาพรากฟันเทียม และการทำงานของฟันเทียมในระยะยาว แนวทางดังกล่าวช่วยให้การรักษาไม่ได้จบเพียงที่ขั้นตอนการผ่าตัด แต่ยังมีการดูแลต่อเนื่องเพื่อสนับสนุนการใช้งานของรากฟันเทียมในชีวิตประจำวัน

การทำรากฟันเทียมทั้งปาก มีขั้นตอนอย่างไร?

การรักษารากฟันเทียมทั้งปากเป็นกระบวนการที่ต้องวางแผนอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การประเมินสภาพกระดูก ไปจนถึงการใส่ฟันชุดถาวร เพื่อให้ผลลัพธ์มีความมั่นคงและใช้งานได้ในระยะยาว โดยทั่วไปสามารถแบ่งออกเป็นขั้นตอนสำคัญดังนี้

1. การตรวจประเมินและวางแผนการรักษา

ขั้นตอนแรกของการรักษาคือการตรวจประเมินสภาพช่องปากอย่างละเอียด ซึ่งมีความสำคัญต่อการกำหนดแผนการรักษาที่เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย

การตรวจประเมินมักประกอบด้วย

  • การตรวจสภาพเหงือกและฟันที่เหลืออยู่
  • การประเมินปริมาณและคุณภาพของกระดูกขากรรไกร
  • การถ่ายภาพรังสี เช่น ภาพเอกซเรย์หรือภาพสามมิติ (CBCT)
  • การวิเคราะห์การสบฟันและโครงสร้างใบหน้า
  • การประเมินสุขภาพทั่วไปของผู้ป่วย

ข้อมูลเหล่านี้จะถูกนำมาใช้ในการออกแบบตำแหน่งการวางรากฟันเทียม รวมถึงการกำหนดจำนวนรากเทียมที่เหมาะสม เช่น แนวทาง All-on-4 หรือ All-on-6 ซึ่งเป็นรูปแบบการวางรากเทียมที่ใช้จำนวนรากเทียมจำกัดเพื่อรองรับโครงสร้างฟันเทียมทั้งขากรรไกร

2. การเตรียมสภาพช่องปากก่อนการฝังรากฟันเทียม

ในผู้ป่วยบางรายอาจต้องได้รับการรักษาเพิ่มเติมก่อนการฝังรากฟันเทียม เช่น

  • การถอนฟันที่มีพยากรณ์โรคไม่ดี
  • การรักษาโรคปริทันต์
  • การปลูกกระดูก (Bone graft) ในกรณีที่มวลกระดูกไม่เพียงพอ
  • การยกไซนัส (Sinus lift) ในบางกรณีของขากรรไกรบน

ขั้นตอนเหล่านี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเตรียมสภาพกระดูกและเนื้อเยื่อในช่องปากให้เหมาะสมต่อการฝังรากฟันเทียม

3. การผ่าตัดฝังรากฟันเทียม

หลังจากวางแผนการรักษาแล้ว ทันตแพทย์จะทำการผ่าตัดฝังรากฟันเทียมลงในกระดูกขากรรไกรตามตำแหน่งที่กำหนดไว้ ในแนวทางการรักษาฟื้นฟูฟันทั้งขากรรไกร มักใช้รากฟันเทียมประมาณ 4–6 ซี่ต่อหนึ่งขากรรไกร เพื่อรองรับโครงสร้างฟันเทียมทั้งชุด ขั้นตอนการผ่าตัดจะดำเนินการภายใต้การควบคุมความสะอาดทางศัลยกรรม และใช้เวลาตามความซับซ้อนของสภาพช่องปากของผู้ป่วยแต่ละราย

4. ระยะการยึดติดของรากฟันเทียมกับกระดูก (Osseointegration)


หลังการฝังรากฟันเทียม รากเทียมจะต้องใช้ระยะเวลาในการยึดติดกับกระดูกขากรรไกร ซึ่งเรียกว่า osseointegration โดยทั่วไป ระยะเวลานี้อาจใช้เวลาหลายสัปดาห์ถึงหลายเดือน ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ เช่น

  • คุณภาพของกระดูกขากรรไกร
  • สุขภาพของผู้ป่วย
  • เทคนิคการรักษา
  • การดูแลสุขอนามัยช่องปาก

ในบางแนวทางการรักษา อาจมีการใส่ฟันเทียมชั่วคราวเพื่อช่วยให้ผู้ป่วยสามารถใช้งานช่องปากได้ในระหว่างรอการยึดติดของรากเทียม

5. การใส่ฟันเทียมถาวร

เมื่อรากฟันเทียมสามารถยึดติดกับกระดูกได้อย่างเหมาะสม ทันตแพทย์จะทำการติดตั้งโครงสร้างฟันเทียมถาวร ซึ่งอาจผลิตจากวัสดุหลายชนิด เช่น

  • อะคริลิกเสริมโครงโลหะ
  • ไทเทเนียม
  • เซอร์โคเนีย (Zirconia)
  • วัสดุผสมชนิดต่าง ๆ

การออกแบบฟันเทียมจะคำนึงถึงทั้งความแข็งแรง การกระจายแรงบดเคี้ยว และความสมดุลของการสบฟัน

6. การติดตามผลและการดูแลหลังการรักษา

หลังการติดตั้งฟันเทียม ผู้ป่วยจำเป็นต้องเข้ารับการตรวจติดตามผลอย่างสม่ำเสมอ เพื่อประเมินสุขภาพเหงือก สภาพรากฟันเทียม และการทำงานของโครงสร้างฟันเทียมการติดตามผลอย่างต่อเนื่องช่วยให้สามารถตรวจพบความเปลี่ยนแปลงในระยะเริ่มต้น และสนับสนุนการใช้งานของรากฟันเทียมในระยะยาว

ที่ Ume Dental Clinic มีการดูแลติดตามผลผ่านระบบ R6M Recall System ซึ่งเป็นแนวทางการนัดติดตามผลอย่างเป็นระยะ เพื่อประเมินสุขภาพช่องปากและสภาพของรากฟันเทียมหลังการรักษา ทั้งนี้ระยะเวลาและรูปแบบการติดตามผลอาจแตกต่างกันไปตามสภาพช่องปากของผู้ป่วยแต่ละราย

วิธีดูแลตัวเองหลังทำรากฟันเทียมทั้งปาก

การดูแลหลังผ่าตัดเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อความสำเร็จของการใส่รากฟันเทียมทั้งปากในระยะยาว แม้การผ่าตัดจะเสร็จสิ้นแล้ว แต่กระบวนการฟื้นตัวของกระดูกและเหงือกยังคงดำเนินต่อเนื่อง คนไข้จึงควรปฏิบัติตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด ดังนี้

  • รับประทานยาแก้ปวดและยาตามแพทย์สั่งอย่างครบถ้วน
  • ประคบเย็นข้างแก้มบริเวณที่ผ่าตัดทันทีในวันแรกที่ผ่าตัดในช่วง 24–48 ชั่วโมงแรก เพื่อลดบวม
  • แปรงฟันอย่างเบามือด้วยแปรงสีฟันขนนุ่ม วันละอย่างน้อย 2 ครั้ง และใช้ไหมขัดฟันชนิดพิเศษ (Super Floss)
  • ควรรับประทานอาหารอ่อน เคี้ยวง่าย เช่น โจ๊ก ข้าวต้ม ก๋วยเตี๋ยว ซุป หรือน้ำผักผลไม้สกัด
  • หลีกเลี่ยงการกัดของแข็ง เช่น น้ำแข็ง อาหารแข็ง อาหารเหนียว เคี้ยวหมากฝรั่ง หรือถั่วเมล็ดแข็ง
  • งดสูบบุหรี่และหลีกเลี่ยงการใช้หลอดดูดน้ำอย่างน้อย 72 ชั่วโมงแรก 
  • หากมีอาการปวดบวมรุนแรง มีไข้ เลือดออกไม่หยุด หรือสงสัยการติดเชื้อ ควรรีบเข้าพบทันตแพทย์ทันทีเพื่อประเมินและรักษาอย่างเหมาะสม
  • ควรเข้าพบทันตแพทย์ตามกำหนดและทุก 6 เดือน เพื่อตรวจสุขภาพช่องปาก 

ไขข้อสงสัย: ใส่รากฟันเทียม บวม กี่วัน? 

ทำรากฟันเทียมทั้งปาก ที่ Ume Dental Clinic

 

ดูแลฟันด้วยทันตแพทย์สาขารากฟันเทียม

หากคุณกำลังตัดสินใจทำรากฟันเทียมทั้งปาก สิ่งสำคัญไม่ใช่เพียง “ราคา” แต่คือมาตรฐานการรักษา ระบบที่ตรวจสอบได้ และการดูแลที่ต่อเนื่องในระยะยาว

Ume Dental Clinic ออกแบบการรักษาภายใต้แนวคิด Dentium Signature House เลือกใช้ Dentium Superline II 100% ทุกเคส ไม่มีระบบอื่นเจือปน เพื่อให้การวางแผน ผ่าตัด และครอบฟัน อยู่ภายใต้มาตรฐานเดียวกัน ลดความคลาดเคลื่อน และเพิ่มความมั่นคงในระยะยาว ภายใต้แนวทาง Ume Select Technique ทีมทันตแพทย์จะประเมินโครงสร้างกระดูก สุขภาพช่องปาก และลักษณะการใช้งานของแต่ละบุคคลอย่างละเอียด ไม่ใช้วิธีเดียวกับทุกเคส มีระบบติดตามผลอย่างต่อเนื่อง เพื่อดูแลเสถียรภาพของรากฟันเทียมในระยะยาว 

“เพราะรากฟันเทียมที่ดี ไม่ควรจบเพียงวันที่การรักษาเสร็จ แต่ควรได้รับการดูแลต่อเนื่อง เพื่อให้สามารถใช้งานได้อย่างมั่นใจในทุกวัน”

FAQs

ทำรากฟันเทียมทั้งปาก เจ็บไหม?

โดยหลักการรักษา การทำรากฟันเทียมทั้งปากเป็นการผ่าตัดที่ต้องใช้ยาชาเฉพาะที่ ระหว่างการผ่าตัดจึงไม่มีความรู้สึกเจ็บ เนื่องจากบริเวณผ่าตัดถูกทำให้ชาด้วยยาชาเฉพาะที่อย่างเพียงพอ

ภายหลังการผ่าตัด เมื่อฤทธิ์ยาชาหมดลง อาจมีอาการปวดตึง บวม หรือระบมบริเวณขากรรไกร ซึ่งถือเป็นปฏิกิริยาปกติของร่างกายต่อแผลผ่าตัด โดยทั่วไปอาการมักชัดเจนในช่วง 48-72 ชั่วโมงแรก และค่อย ๆ ทุเลาลงตามลำดับ ทันตแพทย์จะจ่ายยาแก้ปวดเพื่อช่วยควบคุมอาการดังกล่าว

รากฟันเทียมทั้งปาก ต่างจากฟันปลอมอย่างไร?

อีกหนึ่งคำถามที่พบบ่อยคือ “รากฟันเทียมทั้งปากแตกต่างกับฟันปลอมอย่างไร? แบบไหนดีกว่ากัน?” การตอบคำถามนี้จำเป็นต้องเริ่มจากความเข้าใจพื้นฐานของแนวทางการรักษาทั้งสองรูปแบบก่อน

ฟันปลอม (Denture) คือการประดิษฐ์ฟันขึ้นมาเพื่อทดแทนฟันธรรมชาติที่สูญเสียไป โดยไม่ต้องฝังรากลงในกระดูกขากรรไกร แบ่งออกได้เป็น

  • ฟันปลอมติดแน่น เช่น การครอบฟันหรือสะพานฟันในกรณีที่ยังมีฟันธรรมชาติรองรับบางส่วน
  • ฟันปลอมแบบถอดได้ ซึ่งใช้ทดแทนฟันหลายซี่หรือทั้งปาก โดยอาศัยแรงยึดจากเหงือกหรือฟันที่เหลืออยู่

ในทางกลับกัน รากฟันเทียมทั้งปากเป็นการทดแทนฟันในลักษณะติดแน่น โดยฝังส่วนรากเทียมลงในกระดูกขากรรไกร ทำหน้าที่เสมือนรากฟันธรรมชาติ เพื่อรองรับการใส่สะพานฟันในขั้นตอนถัดไป

ความแตกต่างโดยสรุป

  • ความมั่นคงในการใช้งาน: รากฟันเทียมยึดติดกับกระดูก จึงมั่นคงกว่า ไม่ขยับขณะเคี้ยวหรือพูด ขณะที่ฟันปลอมถอดได้อาจมีการเคลื่อนตัว
  • การรักษามวลกระดูก: รากฟันเทียมช่วยกระตุ้นและคงสภาพกระดูกขากรรไกร ส่วนฟันปลอมถอดได้ไม่สามารถป้องกันการยุบตัวของกระดูกได้
  • ความสะดวกในการดูแล: ฟันปลอมถอดได้ต้องถอดทำความสะอาดทุกวัน ขณะที่รากฟันเทียมติดแน่นดูแลคล้ายฟันธรรมชาติ
  • ค่าใช้จ่ายและขั้นตอนการรักษา: ฟันปลอมมักมีค่าใช้จ่ายเริ่มต้นต่ำกว่า และไม่ต้องผ่าตัด แต่รากฟันเทียมเป็นการรักษาที่ต้องผ่าตัดและใช้ระยะเวลาฟื้นตัว

ดังนั้น การเลือกวิธีที่เหมาะสม ขึ้นอยู่กับสภาพกระดูก สุขภาพช่องปาก งบประมาณ และความคาดหวังด้านการใช้งานในระยะยาว การประเมินโดยทันตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจึงมีความสำคัญ เพื่อกำหนดแนวทางที่ปลอดภัยและเหมาะสมกับคนไข้แต่ละรายมากที่สุด

สรุป

รากฟันเทียมทั้งปากเป็นแนวทางการรักษาที่ออกแบบมาเพื่อฟื้นฟูผู้ที่สูญเสียฟันจำนวนมากหรือทั้งปาก โดยอาศัยหลักการฝังรากเทียมหลายตำแหน่งเพื่อรองรับฟันชุดใหม่แบบติดแน่น ช่วยให้สามารถกลับมาเคี้ยวอาหาร พูด และยิ้มได้อย่างมั่นใจใกล้เคียงฟันธรรมชาติ

แม้จะเป็นการรักษาที่มีค่าใช้จ่ายสูงและต้องใช้ระยะเวลาในการฟื้นตัว แต่ข้อดีในด้านความมั่นคง การรองรับแรงบดเคี้ยว และการคงสภาพกระดูกขากรรไกร ทำให้รากฟันเทียมทั้งปากเป็นการลงทุนด้านสุขภาพช่องปากในระยะยาว

Ume Dental Clinic เป็นคลินิกรากฟันเทียมที่ได้รับการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการจาก Dentium ประเทศไทย เรามุ่งมั่นในการให้บริการรากฟันเทียมที่มีคุณภาพสูงและให้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดสำหรับคนไข้ ทีมแพทย์เฉพาะทางของเราพร้อมให้คำปรึกษาและดูแลคุณอย่างใส่ใจในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การประเมินสภาพช่องปากไปจนถึงการติดตามผลหลังการรักษา และบริการที่อบอุ่น

LINE: @Umedental

Facebook: Ume​ Dental Clinic 

Website: Home – Ume Dental Clinic

Tel: Ume Care Center โทร 065-165-5556

  • สาขาสุขสวัสดิ์ โทร 061-559 5155
  • สาขาบางแค โทร 095-616 6156
  • สาขารังสิต โทร 065-154 5155
Scroll to Top
โทร Line
ติดต่อเรา