รากฟันเทียมสามารถแบ่งได้หลายรูปแบบ ขึ้นอยู่กับเกณฑ์ที่นำมาพิจารณา เช่น จำนวนฟันที่ต้องการทดแทน ตำแหน่งที่สูญเสียฟัน รูปแบบของฟันทดแทน สภาพเหงือกและกระดูกขากรรไกร รวมถึงรายละเอียดของแผนการรักษา โดยอาจเป็นการทดแทนฟัน 1 ซี่ หลายซี่ หรือฟันทั้งขากรรไกร
ดังนั้น คำถามว่า “รากฟันเทียมมีกี่แบบ?” จึงอาจไม่มีคำตอบเป็นจำนวนเดียว เพราะแต่ละรูปแบบมีข้อบ่งชี้ ลักษณะการรองรับฟันทดแทน ขั้นตอนการรักษา และข้อพิจารณาที่แตกต่างกัน
ก่อนเลือกประเภทของรากฟันเทียม ควรได้รับการตรวจสุขภาพช่องปาก ประเมินเหงือกและกระดูก รวมถึงใช้ภาพถ่ายรังสีหรือการตรวจเพิ่มเติมตามความจำเป็น เพื่อให้ทันตแพทย์สามารถพิจารณาว่า รูปแบบใดสอดคล้องกับตำแหน่งฟันที่สูญเสีย สภาพช่องปาก และเป้าหมายของการรักษาในแต่ละบุคคล
บทความนี้จะพาไปทำความเข้าใจว่า รากฟันเทียมมีรูปแบบใดบ้าง แต่ละแบบแตกต่างกันอย่างไร และมีข้อพิจารณาอะไรที่ควรรู้ก่อนวางแผนรักษา
รากฟันเทียมมีกี่แบบ แบ่งตามอะไรได้บ้าง?

หากถามว่า รากฟันเทียม มีกี่แบบ? ในทางทันตกรรมอาจไม่มีจำนวนตายตัวเพียงคำตอบเดียว เพราะสามารถแบ่งประเภทได้หลายเกณฑ์ ขึ้นอยู่กับว่ากำลังพิจารณาจากจำนวนฟัน รูปแบบของฟันทดแทน วัสดุ หรือช่วงเวลาและเทคนิคในการรักษา
โดยทั่วไป สามารถแบ่งได้ดังนี้
- แบ่งตามจำนวนฟันที่ต้องการทดแทน เช่น รากฟันเทียมสำหรับทดแทนฟัน 1 ซี่ หลายซี่ หรือฟันทั้งขากรรไกร
- แบ่งตามรูปแบบของฟันทดแทนด้านบน เช่น ครอบฟันเดี่ยว สะพานฟัน หรือฟันชุดที่มีรากฟันเทียมเป็นส่วนรองรับ
- แบ่งตามช่วงเวลาและแนวทางการรักษา เช่น การฝังรากฟันเทียมหลังบริเวณที่ถอนฟันมีการหายแล้ว การฝังรากฟันเทียมในช่วงเดียวกับการถอนฟัน หรือการใส่ฟันชั่วคราวในช่วงใกล้เคียงกับการฝังรากเทียมในบางกรณี โดยต้องประเมินข้อบ่งชี้และสภาพช่องปากก่อน
- แบ่งตามวัสดุของตัวรากฟันเทียม โดยรากฟันเทียมที่ใช้ในปัจจุบันส่วนใหญ่ผลิตจากไทเทเนียมหรือวัสดุในกลุ่มไทเทเนียม ขณะที่บางระบบอาจใช้วัสดุเซอร์โคเนีย ซึ่งมีลักษณะและข้อพิจารณาแตกต่างกัน
ดังนั้น การพิจารณาว่าควรใช้รากฟันเทียมรูปแบบใด ไม่ควรดูจากชื่อประเภทหรือวัสดุเพียงอย่างเดียว แต่ควรประเมินร่วมกันทั้ง จำนวนและตำแหน่งของฟันที่สูญเสีย สภาพเหงือกและกระดูก การสบฟัน รูปแบบของฟันทดแทน สุขภาพโดยรวม และความต้องการในการใช้งานของแต่ละบุคคล
ทันตแพทย์จึงควรเป็นผู้ประเมินและวางแผนว่าแนวทางใดสอดคล้องกับสภาพช่องปากและเป้าหมายของการรักษาในแต่ละกรณี
ประเภทของรากฟันเทียม แบ่งตามจำนวนฟันที่สูญเสีย
หนึ่งในวิธีที่เข้าใจง่ายในการอธิบายว่า รากฟันเทียมมีกี่แบบ คือการแบ่งตามจำนวนและตำแหน่งของฟันที่ต้องการทดแทน ตั้งแต่ฟันเพียง 1 ซี่ หลายซี่ ไปจนถึงฟันทั้งขากรรไกร
แต่ละรูปแบบมีจำนวนและตำแหน่งของรากเทียม รวมถึงลักษณะของฟันทดแทนด้านบนแตกต่างกัน จึงต้องวางแผนร่วมกับสภาพกระดูก การสบฟัน และแรงจากการใช้งานของแต่ละบุคคล
รากฟันเทียมทดแทนฟัน 1 ซี่
รากฟันเทียมแบบฟันเดี่ยวเป็นหนึ่งในทางเลือกสำหรับผู้ที่สูญเสียฟัน 1 ซี่ โดยใช้รากฟันเทียมเป็นฐานรองรับ ครอบฟัน ในตำแหน่งของฟันที่สูญเสียไป
ลักษณะสำคัญของวิธีนี้คือ โดยทั่วไปไม่จำเป็นต้องกรอฟันธรรมชาติข้างเคียงเพื่อใช้เป็นหลักยึด ซึ่งแตกต่างจากสะพานฟันบางประเภทที่ต้องอาศัยฟันข้างเคียงเป็นฐานรองรับ
ก่อนวางแผนรักษา ทันตแพทย์จะประเมิน ปริมาณและรูปร่างของกระดูก พื้นที่ระหว่างฟันข้างเคียง ตำแหน่งของโครงสร้างที่เกี่ยวข้อง การสบฟัน และพื้นที่สำหรับครอบฟันด้านบน เพื่อพิจารณาตำแหน่งและรูปแบบของรากเทียมที่สอดคล้องกับแผนการรักษา
เช็กราคารากฟันเทียม 1 ซี่: อัปเดตราคารากฟันเทียม 1 ซี่และทั้งปาก ปี 2569 พร้อมรายละเอียดค่าใช้จ่ายที่ควรรู้
รากฟันเทียมทดแทนฟันหลายซี่
ในกรณีที่สูญเสียฟันหลายซี่ติดกัน ไม่จำเป็นต้องใช้รากฟันเทียมหนึ่งตัวต่อฟันที่สูญเสียทุกซี่เสมอไป ทันตแพทย์อาจพิจารณาใช้รากฟันเทียมในบางตำแหน่งเป็นฐานรองรับสะพานฟันบนรากเทียม เพื่อทดแทนฟันหลายซี่ร่วมกัน
จำนวนและตำแหน่งของรากเทียมที่ใช้จะพิจารณาจากหลายปัจจัย เช่น จำนวนและตำแหน่งของฟันที่สูญเสีย ปริมาณและสภาพกระดูก ระยะของช่องว่าง การสบฟัน ตำแหน่งของฟันคู่สบ และรูปแบบของฟันทดแทนที่วางแผนไว้
ดังนั้น แม้จะสูญเสียฟันจำนวนเท่ากัน ผู้รับบริการแต่ละรายก็อาจได้รับการวางแผนจำนวนหรือตำแหน่งของรากเทียมแตกต่างกันได้
รากฟันเทียมทดแทนฟันทั้งขากรรไกร
รากฟันเทียมทั้งปาก หรือการใช้รากฟันเทียมเพื่อรองรับฟันทดแทนทั้งขากรรไกร เป็นอีกทางเลือกที่อาจนำมาพิจารณาในผู้ที่สูญเสียฟันจำนวนมากหรือไม่มีฟันเหลือในขากรรไกรนั้น
รูปแบบของการรักษามีได้หลายแนวทาง เช่น ฟันชุดแบบติดแน่นที่รองรับด้วยรากฟันเทียมหลายตำแหน่ง หรือฟันปลอมถอดได้ที่มีรากฟันเทียมช่วยในการยึดอยู่ โดยจำนวนรากเทียมและการออกแบบฟันทดแทนจะแตกต่างกันตามแต่ละแผน
หนึ่งในแนวทางสำหรับฟันชุดแบบติดแน่นคือ All-on-4 หรือ All-on-6 ซึ่งใช้รากฟันเทียม 4 หรือ 6 ตัวต่อขากรรไกรตามรูปแบบของแผนการรักษา เพื่อเป็นฐานรองรับฟันทดแทนทั้งขากรรไกร
อย่างไรก็ตาม การสูญเสียฟันทั้งขากรรไกรไม่ได้หมายความว่าจะต้องใช้ All-on-4 หรือ All-on-6 ในทุกกรณี จำนวน ตำแหน่ง และรูปแบบของรากเทียมควรพิจารณาร่วมกับ สภาพและปริมาณกระดูก โครงสร้างโดยรอบ การสบฟัน พื้นที่สำหรับฟันทดแทน ความสามารถในการทำความสะอาด รวมถึงรูปแบบของฟันที่ต้องการใช้
ดังนั้น การแบ่งเป็น รากฟันเทียม 1 ซี่ หลายซี่ หรือทั้งขากรรไกร เป็นเพียงวิธีหนึ่งในการทำความเข้าใจรูปแบบการรักษาเบื้องต้น ส่วนจำนวนรากเทียมและรูปแบบของฟันทดแทนที่ใช้จริงควรได้รับการวางแผนตามสภาพช่องปากและข้อพิจารณาของแต่ละบุคคล
ประเภทของรากฟันเทียม แบ่งตามยี่ห้อ
นอกจากการแบ่งตามจำนวนฟันที่ต้องการทดแทนแล้ว หากต้องการทำความเข้าใจว่า รากฟันเทียมมีกี่แบบ ยังสามารถพิจารณาจากยี่ห้อและระบบรากฟันเทียมได้
ระบบรากฟันเทียมแต่ละแบรนด์อาจมีความแตกต่างกันในหลายด้าน เช่น รูปทรงของรากเทียม ลักษณะพื้นผิว รูปแบบการเชื่อมต่อระหว่างรากเทียมกับชิ้นส่วนด้านบน ขนาดและตัวเลือกของรากเทียม อุปกรณ์ทางศัลยกรรม ชิ้นส่วนสำหรับงานบูรณะ ตลอดจนระบบดิจิทัลที่รองรับการวางแผนและผลิตฟันทดแทน
ตัวอย่างระบบรากฟันเทียมที่มีการใช้งานในปัจจุบัน ได้แก่ Straumann, Astra Tech Implant System, Neodent, Dentium และระบบอื่น ๆ โดยแต่ละระบบมีรายละเอียดของผลิตภัณฑ์และแนวทางการใช้งานแตกต่างกัน
ระบบรากฟันเทียมแต่ละยี่ห้อต่างกันอย่างไร?
ความแตกต่างของระบบรากฟันเทียมไม่ได้อยู่ที่ประเทศผู้ผลิตหรือราคาเพียงอย่างเดียว แต่สามารถพิจารณาได้จากหลายองค์ประกอบ เช่น
- รูปทรงและขนาดของรากฟันเทียม ซึ่งแต่ละระบบอาจมีตัวเลือกด้านเส้นผ่านศูนย์กลาง ความยาว และรูปแบบเกลียวแตกต่างกัน
- ลักษณะพื้นผิวของรากเทียม ซึ่งผู้ผลิตแต่ละรายมีเทคโนโลยีและกระบวนการปรับสภาพพื้นผิวของตนเอง
- รูปแบบการเชื่อมต่อกับ Abutment ซึ่งเกี่ยวข้องกับชนิดของชิ้นส่วนและการออกแบบฟันทดแทนด้านบน
- ตัวเลือกของชิ้นส่วนงานบูรณะ เช่น Abutment ชิ้นส่วนสำหรับครอบฟัน สะพานฟัน หรือฟันทดแทนทั้งขากรรไกร
- ระบบเครื่องมือและ Digital Workflow ซึ่งอาจรองรับการวางแผน Digital Guide, CAD/CAM หรือขั้นตอนทางทันตกรรมดิจิทัลในรูปแบบที่แตกต่างกัน
- ข้อมูลทางคลินิกและการติดตามของแต่ละระบบ ซึ่งควรพิจารณาร่วมกับข้อบ่งชี้และแผนการรักษา
- ความพร้อมของชิ้นส่วนและการดูแลในระยะยาว เนื่องจากรากฟันเทียมประกอบด้วยหลายส่วน และชิ้นส่วนด้านบนอาจมีความจำเป็นต้องได้รับการซ่อม ปรับ หรือเปลี่ยนในอนาคต
ดังนั้น การถามว่า “รากฟันเทียมยี่ห้อไหนดีที่สุด?” อาจไม่มีคำตอบเดียวสำหรับทุกคน เพราะระบบที่เหมาะสมควรพิจารณาร่วมกับ ตำแหน่งที่จะรักษา สภาพเหงือกและกระดูก รูปแบบของฟันทดแทน การสบฟัน และแผนการรักษาของแต่ละบุคคล
สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่การเลือกรากฟันเทียมจากคำว่า “ยุโรป อเมริกา หรือเกาหลี” เพียงอย่างเดียว แต่ควรทำความเข้าใจว่า ระบบที่เลือกมีองค์ประกอบใด รองรับแผนการรักษาของตนเองอย่างไร และมีแนวทางการดูแลหรือติดตามหลังการรักษาอย่างไร
อ่านเพิ่มเติม: รากฟันเทียม ยี่ห้อไหนดี? แต่ละแบรนด์แตกต่างกันอย่างไร
วิธีเลือกรากฟันเทียมให้เหมาะกับแต่ละคน

การเลือกรากฟันเทียมไม่ควรพิจารณาจาก ยี่ห้อ ประเทศผู้ผลิต หรือราคาเพียงอย่างเดียว แต่ควรประเมินร่วมกันหลายด้าน เพื่อให้ระบบและรูปแบบของฟันทดแทนสอดคล้องกับสภาพช่องปากและแผนการรักษาของแต่ละบุคคล
ปัจจัยที่ควรนำมาพิจารณา ได้แก่
- จำนวนและตำแหน่งของฟันที่สูญเสีย
เพื่อพิจารณารูปแบบการทดแทนฟัน เช่น รากฟันเทียมสำหรับฟัน 1 ซี่ สะพานฟันบนรากเทียม หรือฟันทดแทนทั้งขากรรไกร - ปริมาณ รูปร่าง และสภาพของกระดูก
ทันตแพทย์จะประเมินว่ากระดูกบริเวณที่จะรักษาสอดคล้องกับตำแหน่งรากเทียมตามแผนหรือไม่ หากมีข้อจำกัดของกระดูก อาจพิจารณาการเสริมกระดูกหรือหัตถการอื่นก่อนหรือร่วมกับการฝังรากเทียม - สุขภาพเหงือกและช่องปาก
หากพบโรคเหงือก โรคปริทันต์ การอักเสบ หรือการติดเชื้อ อาจจำเป็นต้องได้รับการดูแลก่อนเข้าสู่ขั้นตอนการฝังรากฟันเทียม - การสบฟันและแรงจากการใช้งาน
ลักษณะการสบฟัน ตำแหน่งของฟันคู่สบ รวมถึงพฤติกรรมขบหรือนอนกัดฟัน เป็นข้อมูลที่ทันตแพทย์อาจนำมาประกอบการวางตำแหน่งรากเทียมและออกแบบฟันทดแทนด้านบน - สุขภาพโดยรวม โรคประจำตัว และพฤติกรรมบางประการ
เช่น เบาหวานที่ควบคุมได้ไม่เหมาะสม การสูบบุหรี่ หรือการใช้ยาบางชนิด อาจเกี่ยวข้องกับการหายของแผลและสุขภาพของเนื้อเยื่อรอบรากเทียม จึงควรแจ้งข้อมูลสุขภาพให้ทันตแพทย์ทราบก่อนวางแผนรักษา - รูปแบบการใช้งานและการดูแลที่ต้องการ
เช่น ต้องการฟันทดแทนแบบติดแน่นหรือถอดได้ ความสามารถในการทำความสะอาด จำนวนและระยะเวลาของขั้นตอนการรักษาที่เกี่ยวข้อง - ค่าใช้จ่ายของแผนการรักษา
ราคารากฟันเทียม อาจแตกต่างกันตามระบบ จำนวนรากเทียม รูปแบบของฟันทดแทน และหัตถการที่จำเป็น จึงควรพิจารณาว่าราคาที่ได้รับแจ้งครอบคลุมอะไร และมีรายการใดที่อาจเกิดขึ้นเพิ่มเติมตามแผนการรักษา
ดังนั้น แม้รากฟันเทียมจะมีหลายประเภทและหลายระบบ แต่ ไม่มีรูปแบบใดที่สามารถสรุปได้ว่าดีที่สุดสำหรับทุกคน การเลือกควรเริ่มจากการประเมินว่า ฟันที่สูญเสียต้องทดแทนในรูปแบบใด กระดูกและเหงือกมีสภาพอย่างไร การสบฟันเป็นแบบใด และมีข้อพิจารณาด้านสุขภาพหรือการดูแลอะไรบ้าง
ทันตแพทย์จึงควรตรวจช่องปากร่วมกับภาพถ่ายรังสีหรือการตรวจเพิ่มเติมตามความจำเป็น ก่อนพิจารณา รูปแบบ จำนวน ตำแหน่ง และระบบรากฟันเทียมที่สอดคล้องกับแผนการรักษาของแต่ละบุคคล
ทันตแพทย์ต้องตรวจอะไรบ้างก่อนเลือกรูปแบบรากฟันเทียม?
ก่อนเลือกรูปแบบรากฟันเทียม ทันตแพทย์จะประเมินทั้ง สุขภาพช่องปาก สภาพเหงือกและกระดูก ตำแหน่งของฟันที่สูญเสีย การสบฟัน รวมถึงสุขภาพโดยรวม เพื่อใช้ประกอบการวางแผนรักษาเป็นรายบุคคล
ปัจจัยที่อาจนำมาพิจารณา ได้แก่
- สุขภาพช่องปากและเหงือก
เพื่อประเมินว่ามีโรคเหงือก โรคปริทันต์ การอักเสบ การติดเชื้อ หรือภาวะอื่นที่ควรได้รับการดูแลก่อนเข้าสู่ขั้นตอนการฝังรากฟันเทียมหรือไม่ - ตำแหน่งและจำนวนฟันที่สูญเสีย
เพื่อพิจารณารูปแบบของฟันทดแทน เช่น ครอบฟันเดี่ยวบนรากเทียม สะพานฟันบนรากเทียม หรือฟันทดแทนทั้งขากรรไกร - ภาพถ่ายรังสีหรือภาพสามมิติตามความจำเป็น
เพื่อประเมินลักษณะของกระดูกและความสัมพันธ์กับโครงสร้างบริเวณใกล้เคียง เช่น โพรงไซนัสหรือเส้นประสาท ก่อนวางตำแหน่งรากเทียม - ปริมาณ รูปร่าง และสภาพของกระดูกขากรรไกร
ทันตแพทย์จะพิจารณาความกว้าง ความสูง และลักษณะของกระดูกว่ามีความเหมาะสมกับตำแหน่งและขนาดของรากเทียมตามแผนหรือไม่ หากมีข้อจำกัดของกระดูก อาจพิจารณาการเสริมกระดูกหรือหัตถการอื่นร่วมด้วย - การสบฟันและแรงจากการใช้งาน
เพื่อประกอบการวางตำแหน่งรากเทียมและออกแบบฟันทดแทนด้านบนให้สอดคล้องกับลักษณะการสบฟัน รวมถึงพิจารณาความสัมพันธ์กับโครงสร้างสำคัญบริเวณที่จะรักษา - สุขภาพโดยรวม โรคประจำตัว และยาที่ใช้อยู่
เช่น เบาหวาน การสูบบุหรี่ ยาบางชนิด หรือภาวะสุขภาพอื่นที่อาจเกี่ยวข้องกับการหายของแผลและการดูแลรากฟันเทียม จึงควรแจ้งข้อมูลสุขภาพให้ทันตแพทย์ทราบก่อนวางแผนรักษา
จากข้อมูลทั้งหมด ทันตแพทย์จึงพิจารณาร่วมกันทั้ง รูปแบบ จำนวน ตำแหน่ง ขนาด และระบบรากฟันเทียม รวมถึงชนิดของฟันทดแทนด้านบน ให้สอดคล้องกับสภาพช่องปากและแผนการรักษาของแต่ละบุคคล
ดังนั้น การเลือกรากฟันเทียมจึงไม่ควรเริ่มจากคำถามว่า “ยี่ห้อไหนดีที่สุด?” หรือ “ราคาเท่าไหร่?” เพียงอย่างเดียว แต่ควรเริ่มจากการประเมินว่า ต้องทดแทนฟันในรูปแบบใด สภาพกระดูกและเหงือกเป็นอย่างไร และแผนการรักษาต้องการองค์ประกอบอะไรบ้าง ก่อนเลือกระบบรากฟันเทียมที่นำมาใช้
สรุป
สำหรับคำถามที่หลายคนสงสัยว่า “รากฟันเทียมมีกี่แบบ?” คำตอบคือ รากฟันเทียมสามารถแบ่งได้หลายรูปแบบ และไม่มีประเภทใดที่เหมาะกับผู้รับบริการทุกคนเหมือนกัน
การเลือกจึงควรพิจารณาร่วมกันทั้ง จำนวนและตำแหน่งของฟันที่สูญเสีย ปริมาณ รูปร่าง และสภาพของกระดูก สุขภาพเหงือกและสุขภาพโดยรวม การสบฟัน รูปแบบของฟันทดแทน รวมถึงเป้าหมายของการรักษา
ดังนั้น ก่อนตัดสินใจทำรากฟันเทียม ควรเข้ารับการตรวจและวางแผนร่วมกับทันตแพทย์ เพื่อพิจารณา รูปแบบ จำนวน ตำแหน่ง และระบบรากฟันเทียม ที่สอดคล้องกับสภาพช่องปากและแผนการรักษาของแต่ละบุคคล
UME Dental Clinic ได้รับการแต่งตั้งจาก Dentium Thailand ให้เป็น Dentium Signature House และเลือกใช้ระบบรากฟันเทียม Dentium SuperLine II เป็นระบบหลักในการรักษา โดยให้ความสำคัญกับการดูแลตั้งแต่การตรวจประเมินสภาพช่องปากและกระดูก การวางแผนตำแหน่งรากฟันเทียมและฟันทดแทน ไปจนถึงการติดตามหลังการรักษา
รายละเอียดของการรักษา เทคนิค และหัตถการที่ใช้จะพิจารณาตาม ข้อบ่งชี้ สภาพช่องปาก และความจำเป็นของแต่ละบุคคล พร้อมให้ข้อมูลเกี่ยวกับทางเลือก ข้อดี ข้อจำกัด ขั้นตอนการรักษา และการดูแลหลังการรักษา เพื่อให้ผู้รับบริการมีข้อมูลประกอบการตัดสินใจอย่างรอบด้าน
เพราะสำหรับ UME การเลือกรากฟันเทียมไม่ได้เริ่มจากคำถามเพียงว่า “แบบไหนดีที่สุด?” แต่เริ่มจากการทำความเข้าใจว่า ฟันที่สูญเสียควรได้รับการทดแทนในรูปแบบใด สภาพช่องปากต้องการการดูแลอะไร และแนวทางใดสอดคล้องกับความจำเป็นของแต่ละบุคคล
UME Dental Clinic — Caring for teeth, Caring for life.
LINE: @Umedental
Facebook: Ume Dental Clinic
Website: Home – Ume Dental Clinic
Tel: Ume Care Center โทร 065-165-5556
- สาขาสุขสวัสดิ์ โทร 061-559-5155
- สาขารังสิต โทร 065-154 5155
- สาขาบางแค โทร 095-616-6156
- สาขาบางนา โทร 064-261-5155
FAQs
รากฟันเทียมแบบไหนนิยมใช้มากที่สุด?
รากฟันเทียมที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในปัจจุบันคือ รากฟันเทียมชนิดฝังในกระดูกขากรรไกร (Endosteal Implant) โดยส่วนใหญ่มักผลิตจากไทเทเนียม เนื่องจากมีความแข็งแรงและสามารถยึดประสานกับกระดูกได้ดี
ส่วนรูปแบบการรักษาที่เหมาะสมจะขึ้นอยู่กับจำนวนฟันที่สูญเสีย เช่น รากฟันเทียม 1 ซี่สำหรับการสูญเสียฟันซี่เดียว สะพานฟันบนรากเทียมสำหรับหลายซี่ หรือ All-on-4 / All-on-6 สำหรับผู้ที่ต้องการทดแทนฟันทั้งขากรรไกร จึงไม่มีรูปแบบใดที่เหมาะกับคนไข้ทุกคน
All-on-4 กับ All-on-6 แตกต่างกันอย่างไร?
ความแตกต่างหลักคือ จำนวนรากฟันเทียมที่ใช้รองรับฟันชุดทั้งขากรรไกร โดย All-on-4 ใช้รากฟันเทียม 4 ตัว ขณะที่ All-on-6 ใช้ 6 ตัว ซึ่งจำนวนรากที่มากขึ้นอาจช่วยเพิ่มจุดรองรับและกระจายแรงบดเคี้ยวได้มากขึ้นในคนไข้บางราย
รากฟันเทียมแบบติดแน่นกับถอดได้ แบบไหนดีกว่า?
ไม่มีแบบใดดีกว่าสำหรับคนไข้ทุกคน เพราะทั้งสองรูปแบบมีข้อดีและข้อจำกัดต่างกัน โดยแบบติดแน่นจะให้ความรู้สึกใกล้เคียงฟันธรรมชาติ ใช้งานมั่นคง และไม่ต้องถอดออกเอง แต่ต้องมีปริมาณกระดูกและตำแหน่งรากเทียมที่เหมาะสม รวมถึงต้องดูแลความสะอาดใต้ฟันชุดอย่างสม่ำเสมอ
ส่วนแบบถอดได้ เช่น Implant-Supported Denture สามารถถอดทำความสะอาดได้ง่าย และอาจใช้จำนวนรากฟันเทียมน้อยกว่าในบางกรณี จึงเหมาะกับคนไข้บางรายที่มีข้อจำกัดด้านกระดูก งบประมาณ หรือการดูแลรักษา
การเลือกควรพิจารณาจากสภาพกระดูก การสบฟัน ความสามารถในการทำความสะอาด ความต้องการใช้งาน และงบประมาณร่วมกัน
ผู้ที่กระดูกน้อยสามารถทำรากฟันเทียมแบบใดได้บ้าง?
ผู้ที่มีกระดูกน้อยอาจสามารถทำรากฟันเทียมได้ แต่ต้องประเมินว่ากระดูกที่เหลืออยู่มีปริมาณและตำแหน่งเพียงพอสำหรับการวางรากเทียมหรือไม่ แนวทางที่อาจพิจารณา ได้แก่ การปลูกกระดูกก่อนหรือพร้อมกับการฝังรากฟันเทียม การยกไซนัสในบริเวณฟันหลังขากรรไกรบน หรือในผู้ที่สูญเสียฟันทั้งขากรรไกร อาจพิจารณาระบบอย่าง All-on-4 หรือฟันปลอมแบบยึดกับรากฟันเทียมในบางกรณี
อ้างอิง
Cleveland Clinic, (2026), Dental Implants. Retrieved 20 Aug 2026, //////// from https://my.clevelandclinic.org/health/treatments/10903-dental-implants?t.com .
NHS, (2025), Dental Implants. Retrieved 20 Aug 2026, //////// from https://www.leedsth.nhs.uk/patients/resources/dental-implants/?.com .
