การทำรากฟันเทียมเป็นหนึ่งในวิธีที่ดีที่สุดสำหรับการทดแทนฟันที่สูญเสียไป เพราะช่วยเพิ่มความมั่นใจในการเคี้ยว พูด และยิ้มอย่างเป็นธรรมชาติ แต่ก่อนตัดสินใจทำ สิ่งสำคัญที่ต้องพิจารณาคือ ยี่ห้อรากฟันเทียม ซึ่งในไทยและต่างประเทศต่างก็มีหลายยี่ห้อที่ได้รับความนิยมและใช้กันอย่างแพร่หลาย โดยทันตแพทย์มักเลือกตามคุณภาพของวัสดุ มาตรฐานงานวิจัย และความเหมาะสมกับสภาพกระดูกของแต่ละคน
บทความนี้จะช่วยเปรียบเทียบให้คนไข้เข้าใจง่ายขึ้นว่ารากฟันเทียมยี่ห้อไหนดี? พร้อมจุดเด่นและสิ่งที่ควรรู้ก่อนตัดสินใจทำ
เกณฑ์ที่ควรพิจารณาเมื่อเลือกรากฟันเทียม ยี่ห้อไหนดี

คำถามที่พบบ่อยที่สุดเมื่อคิดจะทำรากฟันเทียมคือ “รากฟันเทียม ยี่ห้อไหนดี?” แต่ในมุมของการรักษาอย่างเป็นระบบ คำตอบที่ดีไม่ได้อยู่ที่ชื่อแบรนด์เพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การพิจารณาหลายปัจจัยร่วมกัน เพื่อให้ผลลัพธ์ที่ปลอดภัย แข็งแรง ใช้งานได้จริง และคุ้มค่าในระยะยาว ที่ Ume Dental Clinic เรามองการเลือกรากฟันเทียมเป็น “การวางแผนระยะยาว” ไม่ใช่การเลือกสินค้าชิ้นหนึ่ง โดยเกณฑ์หลักที่ควรพิจารณา ได้แก่
1. งบประมาณ
งบประมาณเป็นหนึ่งในปัจจัยแรกที่คนไข้คำนึงถึง เนื่องจากรากฟันเทียมมีช่วงราคาที่แตกต่างกัน ตามเทคโนโลยี วัสดุ และระบบการผลิตของแต่ละแบรนด์
โดยทั่วไปสามารถพบได้ทั้ง
- ระบบที่พัฒนาในยุโรปหรืออเมริกา ซึ่งมีแนวคิดด้านวิศวกรรมขั้นสูง
- ระบบที่พัฒนาในเอเชีย ซึ่งเน้นความสมดุลระหว่างคุณภาพและต้นทุน
การกำหนดงบประมาณตั้งแต่ต้น ช่วยให้คำตอบของข้อสงสัยที่ว่า “รากฟันเทียม ยี่ห้อไหนดี?” ชัดเจนขึ้น และช่วยให้ทันตแพทย์สามารถวางแผนการรักษา และเลือกระบบรากฟันเทียมที่เหมาะสมกับความต้องการของคนไข้ได้ตรงเป้าหมาย โดยไม่กระทบต่อมาตรฐานด้านความปลอดภัยและผลลัพธ์ในระยะยาว
2. สุขภาพช่องปากโดยรวม
สุขภาพช่องปากเป็นปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการเลือกระบบรากฟันเทียมเพราะไม่มีรากฟันเทียมระบบใดที่เหมาะกับทุกคนเหมือนกันทั้งหมด
- ปริมาณและความแข็งแรงของกระดูกขากรรไกร
- สุขภาพเหงือกและเนื้อเยื่อรอบรากฟัน
- ประวัติการรักษาเดิมของคนไข้
ในบางกรณี อาจจำเป็นต้องมีการเสริมกระดูกก่อนการปลูกรากฟันเทียม เพื่อเพิ่มความมั่นคงและลดความเสี่ยงในระยะยาว ที่ Ume Dental Clinic ทันตแพทย์จะประเมินจาก X-ray หรือ CT Scan เพื่อเลือกแนวทางการรักษาและระบบรากฟันเทียมที่เหมาะสมกับสภาพช่องปากของคนไข้แต่ละรายอย่างรอบคอบ
3. อายุการใช้งานของรากฟันเทียม
อีกหนึ่งคำถามที่พบได้บ่อยคือ “รากฟันเทียมจะอยู่ได้นานแค่ไหน?” อายุการใช้งานของรากฟันเทียม ไม่ได้ขึ้นกับยี่ห้อเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยร่วมกัน เช่น
- คุณภาพของวัสดุและพื้นผิวรากฟันเทียม
- การวางแผนและเทคนิคการรักษา
- การดูแลและติดตามผลหลังการรักษา
ระบบรากฟันเทียมที่มีข้อมูลการใช้งานและการศึกษาทางคลินิกในระยะยาวจะช่วยให้ทันตแพทย์สามารถประเมินแนวโน้มความเสถียรของการรักษาได้ดีขึ้น และช่วยลดความเสี่ยงต่อปัญหาในอนาคต
4. วัสดุรากฟันเทียมที่ได้มาตรฐาน
วัสดุถือเป็นหัวใจสำคัญของคำถามที่ถามว่า รากฟันเทียม ยี่ห้อไหนดี? รวมถึงการเลือกรากฟันเทียมเพราะเป็นส่วนที่อยู่ร่วมกับร่างกายในระยะยาว เกณฑ์ที่ควรพิจารณา ได้แก่
- วัสดุต้องมีความปลอดภัยต่อร่างกาย
- ไม่ก่อให้เกิดการระคายเคืองหรือปฏิกิริยาที่ไม่พึงประสงค์
- มีการออกแบบพื้นผิวที่สนับสนุนการยึดติดกับกระดูก (osseointegration)
- มีความแข็งแรง สามารถรับแรงขบเขี้ยวในช่องปากได้ แต่ในขณะเดียวกันก็มีความยืดหยุ่นใช้งานใกล้เคียงกับฟันธรรมชาติ
แบรนด์ที่มีการใช้งานในระดับสากลและผ่านการพัฒนา ตรวจสอบคุณภาพอย่างต่อเนื่อง จะช่วยเพิ่มความมั่นใจในด้านความปลอดภัยและความเสถียรของผลลัพธ์
คำตอบของคำถามที่ว่า “รากฟันเทียม ยี่ห้อไหนดี?” จึงไม่ได้อยู่ที่การเลือก “ยี่ห้อที่แพงที่สุด” หรือ “ยี่ห้อที่คนนิยมที่สุด” แต่อยู่ที่การเลือกระบบรากฟันเทียมที่เหมาะสมกับสุขภาพช่องปาก งบประมาณ และแผนการดูแลระยะยาวของคนไข้แต่ละราย ซึ่งที่ Ume Dental Clinic เราให้ความสำคัญกับ
- มาตรฐานการรักษาที่สม่ำเสมอ
- การวางแผนอย่างเป็นระบบ
- และการดูแลต่อเนื่องหลังการรักษา
เพื่อให้รากฟันเทียม ไม่ใช่แค่ใช้งานได้ในวันนี้ แต่มั่นคงและตอบโจทย์การใช้ชีวิตในระยะยาว
สาระน่ารู้: ทำรากฟันเทียม เบิกประกันสังคมได้ไหม อัปเดตข้อมูลล่าสุดปี 2569
รากฟันเทียม ยี่ห้อไหนดี?
ก่อนจะไปเจาะลึกกันว่ารากฟันเทียม ยี่ห้อไหนดี? มาทำความเข้าใจกันก่อนว่ารากฟันเทียมแบ่งได้กี่แบบ?
โดยทั่วไป ระบบรากฟันเทียมสามารถจัดกลุ่มได้ ตามแนวคิดการพัฒนา เทคโนโลยีที่ใช้ และบริบทของการใช้งานทางคลินิกซึ่งมีผลต่อระดับราคา แนวทางการวางแผนรักษาและความเหมาะสมกับสภาพช่องปากของผู้ป่วยแต่ละราย การจัดกลุ่มนี้ไม่ได้หมายความถึงคุณภาพที่ดีกว่าหรือด้อยกว่า แต่เป็นการสะท้อนแนวทางการออกแบบและตำแหน่งการใช้งานที่แตกต่างกัน
กลุ่มระบบที่พัฒนาในยุโรป / อเมริกา (Advanced Engineering Tier)
ระบบรากฟันเทียมในกลุ่มนี้มักมีการพัฒนาโดยอาศัยงานวิจัยและวิศวกรรมขั้นสูง และถูกนำมาใช้ในแนวทางการรักษาที่ต้องการการควบคุมโครงสร้างและการกระจายแรงบดเคี้ยวในระยะยาว มักถูกเลือกใช้ในแผนการรักษาที่มีปัจจัยเฉพาะหรือในกรณีที่ทันตแพทย์เห็นว่าเหมาะสมกับโครงสร้างกระดูกและการใช้งานของผู้ป่วยรายนั้นตัวอย่างระบบในกลุ่มนี้ เช่น Straumann (สวิตเซอร์แลนด์), Astra Tech (สวีเดน)
กลุ่มระบบที่พัฒนาในเอเชีย (โดยเฉพาะเกาหลีใต้) (Clinical Value & Standardized System Tier)
ระบบรากฟันเทียมในกลุ่มนี้ได้รับการพัฒนาโดยเน้นความสมดุลระหว่าง คุณภาพของวัสดุ การออกแบบที่เหมาะสมกับการใช้งานจริง และการควบคุมต้นทุนในการรักษาหลายระบบในกลุ่มนี้มีข้อมูลการใช้งานทางคลินิกในระยะยาว และถูกนำมาใช้เป็นระบบหลัก (standard system) ในคลินิกทันตกรรมจำนวนมาก เหมาะสำหรับการวางแผนรักษาทั้งเคสทั่วไป เคสซับซ้อน และเคสที่ต้องการความยืดหยุ่นด้านงบประมาณ โดยทันตแพทย์จะเป็นผู้ประเมินความเหมาะสมเป็นรายบุคคล ตัวอย่างระบบในกลุ่มนี้ เช่น Dentium, Osstem และ Hiossen
1. Straumann
Straumann เป็นระบบรากฟันเทียมจากสวิตเซอร์แลนด์ ที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในระดับโลก เนื่องจากมีงานวิจัยรองรับเป็นระยะเวลานาน
จุดเด่น
- ใช้วัสดุประสิทธิภาพสูงและเทคโนโลยีพื้นผิวที่ช่วยให้กระดูกยึดติดได้ดี
- ผลลัพธ์ระยะยาวมีความเสถียรสูง
- เหมาะกับคนไข้ที่ต้องการความคงทนสูงและผลลัพธ์ที่พิสูจน์แล้วจากคลินิกทั่วโลก
ราคาเริ่มต้น (ประมาณ)
- โดยทั่วไปเริ่มประมาณ 60,000-100,000+ บาทต่อซี่ (รวม Abutment และครอบฟัน)
2. Dentium
Dentium เป็นระบบรากฟันเทียมจากประเทศเกาหลีใต้ที่มีการใช้งานอย่างแพร่หลายในคลินิกทันตกรรมทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ จากข้อมูลทางวิชาการและเอกสารของผู้ผลิต Dentium มีการพัฒนาและใช้งานต่อเนื่องมากกว่า 30 ปี และมีการใช้งานในหลายประเทศทั่วโลก โครงสร้างของรากฟันเทียมได้รับการออกแบบเพื่อสนับสนุนความมั่นคงของการยึดติดกับกระดูก สามารถนำมาใช้เป็นหนึ่งในทางเลือกในการวางแผนรักษาตั้งแต่เคสทั่วไปจนถึงเคสที่มีความซับซ้อน ทั้งนี้ ความเหมาะสมของการรักษาจะพิจารณาเป็นรายบุคคลโดยทันตแพทย์
จุดเด่น
- วัสดุและการออกแบบพื้นผิว รากฟันเทียม Dentium ผลิตจากวัสดุไทเทเนียมอัลลอยด์พร้อมการออกแบบพื้นผิวที่เอื้อต่อกระบวนการยึดติดกับกระดูก(osseointegration) ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อความมั่นคงของรากฟันเทียมในระยะยาว
- ข้อมูลการใช้งานและการศึกษาระยะยาว Dentium มีข้อมูลการใช้งานและการศึกษาทางคลินิกในระยะยาวจากแหล่งข้อมูลและเอกสารทางวิชาการที่เกี่ยวข้องสะท้อนแนวโน้มด้านความเสถียรของระบบรากฟันเทียมทั้งในด้านการคงอยู่ของรากฟันเทียมและการเปลี่ยนแปลงของกระดูกโดยรอบ
- รากฟันเทียมรุ่น Dentium Superline II มีรายงานการศึกษาแบบ Retrospective Case Study ในช่วงเวลาหลายปีซึ่งให้ข้อมูลประกอบการพิจารณาทางคลินิก เช่น แนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของกระดูกโดยรอบรากเทียมและอัตราการคงอยู่ของรากฟันเทียมในระยะยาว ทั้งนี้ ผลลัพธ์ขึ้นกับสภาพช่องปากและการดูแลของแต่ละบุคคล
- ความเหมาะสมในการวางแผนรักษา ด้วยโครงสร้างของระบบ Dentium สามารถนำมาใช้เป็นหนึ่งในทางเลือก สำหรับการวางแผนรักษาทั้งเคสทั่วไปและเคสที่ต้องการการพิจารณาเป็นพิเศษ โดยทันตแพทย์จะเป็นผู้ประเมินความเหมาะสมเป็นรายบุคคล
ราคาเริ่มต้น (ประมาณ)
- โดยทั่วไป ค่ารักษารากฟันเทียม Dentium อยู่ในช่วงประมาณ 26,990-50,000 บาทต่อซี่ ทั้งนี้ ราคาขึ้นอยู่กับแผนการรักษา วัสดุที่ใช้และสภาพช่องปากของแต่ละบุคคล
รากฟันเทียม Dentium ที่ Ume Dental Clinic
เรา ให้บริการรากฟันเทียม Dentium ในราคาที่เหมาะสมกับการวางแผนรักษาโดยมีราคา 26,990 บาทต่อซี่ ทั้งนี้ แผนการรักษาและค่าใช้จ่ายจะประเมินเป็นรายบุคคลโดยทันตแพทย์
Ume Dental Clinic ให้การรักษาภายใต้แนวคิด Dentium Signature House ซึ่งเป็นการจัดระบบการรักษารากฟันเทียมให้ใช้ Dentium Superline II เป็นระบบหลักในการรักษาเพื่อความสม่ำเสมอของมาตรฐานในทุกเคส การรักษาดำเนินการโดยทีมทันตแพทย์ด้านรากฟันเทียมที่มีประสบการณ์ด้านรากฟันเทียมพร้อมระบบ Ume Recall สำหรับการติดตามผลหลังการรักษาตามระยะที่เหมาะสม เพื่อประเมินความมั่นคงของรากฟันเทียมและการใช้งานในระยะยาว
**หมายเหตุสำคัญ: ผลลัพธ์ของการรักษารากฟันเทียมขึ้นอยู่กับสภาพช่องปาก โครงสร้างกระดูก การดูแลรักษาหลังทำ และปัจจัยเฉพาะของแต่ละบุคคลทันตแพทย์จะเป็นผู้ประเมินและให้คำแนะนำตามความเหมาะสม
3. Astra Tech
Astra Tech เป็นระบบรากฟันเทียมจากประเทศสวีเดนที่มีการพัฒนาและใช้งานทางคลินิกมาอย่างต่อเนื่องยาวนานกว่า 30 ปี โดยมีแนวคิดการออกแบบที่ให้ความสำคัญกับความมั่นคงของรากฟันเทียม และการกระจายแรงบดเคี้ยวอย่างเหมาะสมในระยะยาว ระบบนี้มักถูกนำมาใช้ในแผนการรักษาที่ให้ความสำคัญกับการควบคุมแรงกัดและความเสถียรของโครงสร้างโดยรวม ซึ่งทันตแพทย์จะเป็นผู้พิจารณาความเหมาะสมเป็นรายบุคคล
จุดเด่น
- การออกแบบโครงสร้างที่ช่วยกระจายแรงบดเคี้ยวอย่างสมดุล
- พื้นผิวรากฟันเทียมที่สนับสนุนการยึดติดกับกระดูก
- เหมาะกับการวางแผนรักษาที่ต้องการความมั่นคงในระยะยาว ภายใต้การประเมินการใช้งานของผู้ป่วยแต่ละราย
ราคาเริ่มต้น (โดยประมาณ)
- โดยทั่วไปอยู่ในช่วงประมาณ 55,000-80,000 บาทต่อซี่ ทั้งนี้ ค่าใช้จ่ายขึ้นอยู่กับแผนการรักษาและการประเมินของทันตแพทย์
4. Neodent Aqua
Neodent Acqua เป็นระบบรากฟันเทียมที่พัฒนาในเครือของ Straumann Group ซึ่งเป็นกลุ่มบริษัทด้านเทคโนโลยีทันตกรรมที่มีประสบการณ์มายาวนานในระดับสากล ระบบนี้มีการออกแบบพื้นผิวเฉพาะ (Acqua surface) เพื่อสนับสนุนกระบวนการยึดติดของรากฟันเทียมกับกระดูก และถูกนำมาใช้เป็นหนึ่งในทางเลือกสำหรับการวางแผนรักษา ตามดุลยพินิจของทันตแพทย์และความเหมาะสมของแต่ละเคส
จุดเด่น
- พัฒนาภายใต้มาตรฐานของ Straumann Group
- ผิว Acqua ที่ออกแบบมาเพื่อสนับสนุนการยึดติดกับกระดูก
- ใช้เป็นทางเลือกในแผนการรักษาที่ต้องการความเสถียรของรากฟันเทียม
ราคาเริ่มต้น (โดยประมาณ)
- โดยทั่วไปอยู่ในช่วงประมาณ 48,000-60,000 บาทต่อซี่ ทั้งนี้ ค่าใช้จ่ายขึ้นอยู่กับแผนการรักษาและวัสดุที่ใช้
5. Hiossen
Hiossen เป็นระบบรากฟันเทียมที่พัฒนาโดยบริษัทในเครือของ Osstem จากประเทศเกาหลีใต้ และมีการผลิตภายใต้มาตรฐานสากลโดยถูกนำมาใช้ในคลินิกทันตกรรมหลายแห่ง ระบบนี้มักถูกเลือกใช้ในแผนการรักษาที่ต้องการความสมดุล ระหว่างคุณภาพของวัสดุและการวางแผนค่าใช้จ่าย โดยทันตแพทย์จะเป็นผู้ประเมินความเหมาะสมเป็นรายบุคคล
จุดเด่น
- ใช้วัสดุไทเทเนียมที่เหมาะสมกับการใช้งานทางคลินิก
- เป็นหนึ่งในตัวเลือกสำหรับการวางแผนรักษาในงบประมาณระดับกลาง
- ใช้รองรับแผนการรักษาที่ต้องการความคุ้มค่าในเชิงโครงสร้างและต้นทุน
ราคาเริ่มต้น (โดยประมาณ)
- โดยทั่วไปอยู่ที่ประมาณ 39,000 บาทต่อซี่ ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับแผนการรักษาและสภาพช่องปากของแต่ละบุคคล
ชวนคิด!
ระบบรากฟันเทียมแต่ละแบรนด์มีแนวคิดการออกแบบและบริบทการใช้งานที่แตกต่างกันการเลือกใช้จึงควรพิจารณาควบคู่กับระบบการรักษาของคลินิก ประสบการณ์ของทันตแพทย์ และแผนการดูแลระยะยาวที่เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย
เปรียบเทียบราคาและคุณสมบัติของรากฟันเทียมแต่ละยี่ห้อ
ด้านล่างนี้คือตารางเปรียบเทียบรากฟันเทียมยอดนิยมในไทย ว่ารากฟันเทียม ยี่ห้อไหนดี? ทั้งเรื่องคุณสมบัติเด่นและราคาเริ่มต้น (โดยประมาณ) เพื่อช่วยให้คุณเห็นภาพง่ายขึ้นว่าแต่ละยี่ห้อมีความแตกต่างกันอย่างไร
| ยี่ห้อรากฟันเทียม | แหล่งที่มา / ความโดดเด่น | คุณสมบัติหลัก | ราคาเริ่มต้นโดยประมาณ (ต่อซี่) |
|---|---|---|---|
| Straumann | สวิตเซอร์แลนด์ | มาตรฐานสูง ผลลัพธ์ระยะยาว เหมาะกับเคสซับซ้อน | ~65,000–120,000 บาท/ซี่ |
| Dentium | เกาหลี | คุณภาพดี ราคาคุ้มค่า ใช้ได้หลากหลายเคส | ~35,000–50,000 บาท/ซี่ (Ume 26,990 บาท) |
| Astra Tech | สวีเดน | กระจายแรงกัดดี พื้นผิวช่วยยึดติดแน่น | ~55,000–80,000 บาท/ซี่ |
| Neodent Acqua | สวิตเซอร์แลนด์ / บราซิล | พื้นผิว Acqua ช่วยเพิ่มความแข็งแรงของการยึดติด | ~48,000–60,000 บาท/ซี่ |
| Hiossen | เกาหลี / อเมริกัน | วัสดุไทเทเนียมคุณภาพดี ยึดติดได้ดี | ~39,000+ บาท/ซี่ |
**หมายเหตุ: ราคารากฟันเทียมข้างต้น เป็นตัวเลขโดยประมาณจริงที่พบในคลินิกทันตกรรมและแหล่งข้อมูลทั่วไปในไทย อาจแตกต่างกันตามสถานพยาบาล สภาพช่องปาก และบริการอื่นที่รวมในแพ็กเกจ
สรุป
สรุปแล้ว รากฟันเทียมถือเป็นหนึ่งในทางเลือกในการทดแทนฟันที่สูญหายซึ่งช่วยฟื้นฟูการใช้งานของฟัน ทั้งด้านการบดเคี้ยวและคุณภาพชีวิตในระยะยาว อย่างไรก็ตาม การเลือกยี่ห้อและระบบรากฟันเทียมที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคล มีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าการเข้ารับการรักษาที่เร็ว
การพิจารณาควรดูจากหลายปัจจัยร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นงบประมาณ สุขภาพช่องปากโดยรวม แนวโน้มอายุการใช้งานในระยะยาว รวมถึงวัสดุและมาตรฐานของระบบรากฟันเทียมแต่ละแบรนด์ ไม่ใช่แค่เลือกว่า รากฟันเทียม ยี่ห้อไหนดี เพื่อให้แผนการรักษามีความเหมาะสมและสอดคล้องกับสภาพของคนไข้แต่ละราย
การเปรียบเทียบรากฟันเทียมตามประเทศหรือราคาช่วยให้เห็นภาพรวมของตลาดแต่ไม่ใช่คำตอบสุดท้ายของการรักษาที่เหมาะสม
สิ่งที่ควรให้ความสำคัญคือ
- ระบบรากฟันเทียมที่มีมาตรฐานชัดเจน
- ประสบการณ์และการวางแผนของทันตแพทย์
- และการดูแลติดตามผลในระยะยาว
การเลือกภายใต้การประเมินอย่างรอบคอบจะช่วยให้การรักษามีความเหมาะสมทั้งในด้านสุขภาพช่องปากและการใช้งานในชีวิตประจำวัน
ที่ Ume Dental Clinic เราให้บริการรากฟันเทียมภายใต้มาตรฐานการรักษาที่ชัดเจน โดยเป็นคลินิกรากฟันเทียมที่ได้รับการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการจาก Dentium ประเทศไทย การรักษาดำเนินการโดยทีมทันตแพทย์ด้านรากฟันเทียมที่มีประสบการณ์ด้านรากฟันเทียม พร้อมดูแลตั้งแต่การประเมินสภาพช่องปาก การวางแผนการรักษา ไปจนถึงการติดตามผลหลังการรักษาอย่างต่อเนื่อง
Ume เลือกใช้ Dentium Superline II เป็นระบบหลักในการรักษา เพื่อให้การวางแผนและการดูแลเป็นไปในมาตรฐานเดียวกัน ทั้งนี้ แนวทางการรักษาและผลลัพธ์ ขึ้นอยู่กับสภาพช่องปากและการดูแลของแต่ละบุคคลโดยทันตแพทย์จะเป็นผู้ประเมินและให้คำแนะนำตามความเหมาะสม
LINE: @Umedental
Facebook: Ume Dental Clinic
Website: Home – Ume Dental Clinic
Tel: Ume Care Center โทร 065-165-5556
- สาขาสุขสวัสดิ์ โทร 061-559 5155
- สาขาบางแค โทร 095-616 6156
- สาขารังสิต โทร 065-154 5155
FAQs
1. รากฟันเทียมของประเทศอะไรดีที่สุด
คำถามนี้เป็นหนึ่งในคำถามที่พบบ่อยที่สุด แต่ในทางทันตกรรมแล้ว ไม่มีรากฟันเทียมจากประเทศใดที่ถือว่าดีที่สุดสำหรับทุกคน หรือไม่มีรากฟันเทียม ยี่ห้อไหนดีที่สุด แม้ระบบรากฟันเทียมจะมีแหล่งผลิตจากประเทศต่างกัน เช่น ยุโรป อเมริกา หรือเอเชียแต่ปัจจัยที่สำคัญกว่าประเทศผู้ผลิต คือ
- มาตรฐานของวัสดุที่ใช้
- ข้อมูลการใช้งานและงานวิจัยทางคลินิก
- และการประเมินของทันตแพทย์ว่าเหมาะสมกับสุขภาพช่องปากของคนไข้หรือไม่
ดังนั้น การเลือกรากฟันเทียมที่เหมาะสม ควรพิจารณาจาก “ระบบการรักษาและแผนการดูแลระยะยาว”มากกว่าการยึดติดกับประเทศหรือชื่อแบรนด์เพียงอย่างเดียว
2. ราคาของรากฟันเทียม Straumann เท่าไหร่
รากฟันเทียม Straumann เป็นหนึ่งในระบบที่พัฒนาในยุโรป และมีช่วงราคาค่อนข้างกว้างในประเทศไทย ขึ้นอยู่กับคลินิก แพ็กเกจการรักษา และรายการที่รวมอยู่ เช่น abutment หรือครอบฟัน
โดยทั่วไป ราคาพบราว ประมาณ 60,000–100,000 บาทต่อซี่ หรือมากกว่า สำหรับแพ็กเกจรากฟันเทียมพร้อมครอบฟัน ในบางช่วง อาจมีคลินิกที่นำเสนอแพ็กเกจราคาพิเศษ เช่น เริ่มต้นประมาณ 69,900–75,000 บาทต่อซี่ ภายใต้เงื่อนไขของแต่ละสถานพยาบาล
ทั้งนี้ ราคาที่แตกต่างกัน อาจเกิดจากการเลือกชนิดพื้นผิว เทคโนโลยีเพิ่มเติม หรือบริการเสริมอื่น ๆ ที่รวมอยู่ในแผนการรักษา โดยทันตแพทย์จะเป็นผู้ประเมินความเหมาะสมเป็นรายบุคคล
3. รากฟันเทียม Astra Tech ราคาเท่าไหร่
Astra Tech เป็นระบบรากฟันเทียมจากประเทศสวีเดน ซึ่งมักถูกจัดอยู่ในกลุ่มระบบที่มีแนวคิดการพัฒนาเชิงวิศวกรรมขั้นสูง ในประเทศไทย ราคาของ Astra Tech โดยทั่วไปอยู่ในช่วงประมาณ 55,000–80,000 บาทต่อซี่ สำหรับแพ็กเกจที่รวมการฝังรากฟันเทียมและบริการพื้นฐานของคลินิกหรือโรงพยาบาลบางแห่ง
ราคาอาจมีการปรับขึ้นหรือลงขึ้นอยู่กับสถานที่ให้บริการเทคนิคการรักษาที่เลือกใช้รวมถึงบริการเสริม เช่น CT Scan หรือ Digital Guide ซึ่งจะพิจารณาตามความจำเป็นของแต่ละเคส
4. รากฟันเทียมอยู่ได้นานไหม อยู่ได้กี่ปี
โดยทั่วไป รากฟันเทียมมีอายุการใช้งานประมาณ 10–20 ปี หรืออาจอยู่ได้ตลอดชีวิต หากได้รับการรักษาอย่างถูกวิธีและดูแลสุขภาพช่องปากอย่างสม่ำเสมอ เช่น แปรงฟัน ใช้ไหมขัดฟัน เข้าพบทันตแพทย์เพื่อตรวจและทำความสะอาดทุก 6 เดือน รวมถึงหลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่ทำให้รากฟันเทียมรับแรงกระแทกมากเกินไป ก็จะช่วยยืดอายุการใช้งานให้ยาวนานยิ่งขึ้น
5. รากฟันเทียมราคาเท่าไร
ราคาทำรากฟันเทียมขึ้นอยู่กับจำนวนซี่ที่รักษา ระบบรากฟันเทียมที่เลือก และความซับซ้อนของแต่ละเคส โดยทั่วไป รากฟันเทียม 1 ซี่มีราคาประมาณ 35,000–100,000 บาท ส่วนที่ UMe Dental Clinic เริ่มต้น 26,990 บาทต่อซี่ (รวมครอบฟันและ CT Scan) และหากเป็นการทำรากฟันเทียมทั้งปาก ราคาจะอยู่ที่ประมาณ 150,000–400,000 บาทต่อขากรรไกร ทั้งนี้ทันตแพทย์จะประเมินและแจ้งค่าใช้จ่ายที่เหมาะสมก่อนเริ่มการรักษา
6. รากฟันเทียม มีขั้นตอนการทำอย่างไร
การทำรากฟันเทียมมีทั้งหมด 4 ขั้นตอน เริ่มจากทันตแพทย์ตรวจสุขภาพช่องปากและถ่ายเอกซเรย์ 3 มิติเพื่อวางแผนการรักษา จากนั้นจึงฝังรากฟันเทียมลงในกระดูกขากรรไกรและรอให้กระดูกยึดติดประมาณ 3–4 เดือน (อาจมีการเสริมกระดูกหรือเนื้อเยื่อหากจำเป็น) เมื่อรากฟันยึดติดดีแล้วจะติดตั้งแกนรองรับและพิมพ์ปากเพื่อผลิตครอบฟัน ก่อนนัดใส่ครอบฟันและติดตามผล พร้อมแนะนำให้เข้าตรวจสุขภาพช่องปากทุก 6 เดือนเพื่อยืดอายุการใช้งานของรากฟันเทียม
7. รากฟันเทียมคืออะไร
รากฟันเทียม คือวัสดุทางการแพทย์ที่ออกแบบมาเพื่อทดแทนรากฟันธรรมชาติที่สูญเสียไป โดยทันตแพทย์จะฝังรากฟันเทียมลงในกระดูกขากรรไกร จากนั้นจึงใส่ครอบฟันหรือสะพานฟันเพื่อทดแทนฟันที่หายไป ทำให้ได้ฟันที่แข็งแรง สวยงาม และใช้งานได้ใกล้เคียงฟันธรรมชาติ ทั้งยังช่วยให้เคี้ยวอาหารได้ดีขึ้น เพิ่มความมั่นใจในการยิ้มและพูด รวมถึงช่วยป้องกันการยุบตัวของกระดูกขากรรไกรในระยะยาว
