บริการของเรา
รากฟันเทียม
เป็นวิธีการรักษาทางทันตกรรมที่สามารถแก้ไขปัญหาการสูญเสียฟันธรรมชาติที่ดีที่สุด ในเทคโนโลยีปัจจุบัน วิธีการนี้เป็นการใส่ฟันใหม่ทดแทนฟันที่สูญเสียไป โดยใช้รากฟันเทียมที่เป็นวัสดุทนทานและปลอดภัยต่อร่างกาย
MENU
- รากฟันเทียม (Implant) คือ
- รากฟันเทียมทำมาจากอะไร?
- ชนิดของรากฟันเทียม
- ประโยชน์ของการทำรากฟันเทียม
- ใครบ้างที่เหมาะกับการทำรากฟันเทียม?
- ข้อจำกัดของรากฟันเทียม
- เปรียบเทียบทำรากฟันเทียม, สะพานฟัน และฟันปลอม
- ขั้นตอนการทำรากฟันเทียม
- ผลลัพธ์หลังการรักษารากฟันเทียม
- แนะนำวิธีการดูแลหลังทำรากฟันเทียม
- รากฟันเทียมอยู่ได้นานเท่าไหร่?
- ทำรากฟันเทียม ราคาเท่าไหร่?
- ผู้สูงอายุสามารถใส่รากฟันเทียมได้ไหม?
- รีวิวจากเคสจริง ทำรากฟันเทียมที่ Ume Dental Clinic
การสูญเสียฟันธรรมชาติไม่เพียงกระทบต่อความมั่นใจ แต่ยังส่งผลต่อการเคี้ยว การเรียงตัวของฟัน และสุขภาพกระดูกขากรรไกรในระยะยาว ด้วยเทคโนโลยีทันตกรรมปัจจุบัน “รากฟันเทียม” จึงเป็นการรักษาที่ช่วยทดแทนรากฟันที่สูญเสียไปได้อย่างแข็งแรง ปลอดภัย และใกล้เคียงฟันธรรมชาติที่สุด
รากฟันเทียม (Implant) คือ
รากฟันเทียม (Dental Implant) คือ วัสดุทางการแพทย์ที่ออกแบบมาเพื่อทดทดแทนรากฟันธรรมชาติที่สูญเสียไป โดยการฝังรากฟันเทียมลงในกระดูกขากรรไกรร่วมกับการครอบฟันหรือสะพานฟัน ซึ่งให้ผลลัพธ์ใกล้เคียงกับฟันธรรมชาติ ทั้งในด้านของความแข็งแรง ความสวยงาม และการทำงานที่ใกล้เคียง อีกทั้งยังเป็นการรักษาที่คงความสามารถของฟันและโครงสร้างฟันได้อย่างครบถ้วน
ด้วยเหตุนี้ การรักษาด้วยรากฟันเทียมจึงควรดำเนินการโดยทันตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์ เพื่อความปลอดภัยและผลการรักษาที่มีประสิทธิภาพ
การฝังรากฟันเทียมช่วยแก้ปัญหาด้านใดบ้าง?
- ทดแทนฟันที่สูญหายได้อย่างถาวร
- รักษาโครงสร้างกระดูกไม่ให้ยุบตัวในกรณีที่ไม่มีรากฟันธรรมชาติ
- เพิ่มความมั่นใจในการยิ้มและการพูด
- ช่วยให้การเคี้ยวอาหารทำได้ดีขึ้น โดยไม่ต้องกังวลว่าฟันปลอมจะหลุดง่ายเหมือนฟันปลอมถอดได้
อย่างไรก็ตาม ผู้ที่ฝังรากฟันเทียมควรรักษาสุขภาพช่องปากอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้มั่นใจในประสิทธิภาพและยืดอายุของรากฟันเทียมให้ยาวนาน
รากฟันเทียมทำมาจากอะไร?
รากฟันเทียมทำมาจากวัสดุไทเทเนียม (Titanium) ซึ่งเป็นโลหะที่มีคุณสมบัติพิเศษที่ทำให้เหมาะสมกับการใช้งานทางการแพทย์ โดยเฉพาะในด้านทันตกรรม ไทเทเนียมถูกเลือกใช้เป็นวัสดุหลักในการผลิตรากฟันเทียมเนื่องจากมีคุณสมบัติที่สามารถเข้ากันได้ดีกับเนื้อเยื่อและกระดูกของร่างกายมนุษย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเป็นวัสดุที่มีความแข็งแรงทนทาน มีอายุการใช้งานที่ยาวนาน
เมื่อรากฟันเทียมถูกฝังลงในกระดูกขากรรไกร ไทเทเนียมจะเกิดกระบวนการ“Osseointegration” ซึ่งเป็นกระบวนการที่ไทเทเนียมยึดติดกับกระดูกขากรรไกรอย่างแน่นหนา ทำให้รากฟันเทียมมีความเสถียรและแข็งแรง สามารถรองรับฟันปลอม ครอบฟัน หรือสะพานฟันในขั้นตอนถัดไปได้เป็นอย่างดี
ส่วนประกอบของรากฟันเทียม
- ส่วนรากเทียมที่ฝังลงไปในกระดูก (Implant Body or Fixture) เป็นส่วนของรากฟันเทียมที่มีลักษณะคล้ายกับสกรู ฝังจมลงไปในกระดูกขากรรไกรเพื่อให้รากฟันเทียมยึดติดกับกระดูกได้เหมือนรากฟัน ช่วยให้สามารถรองรับฟันปลอม ครอบฟัน หรือสะพานฟันในขั้นตอนถัดไป
- Implant Abutment เป็นส่วนที่ทำหน้าที่เชื่อมต่อระหว่าง Implant Body และส่วนของทันตกรรมประดิษฐ์ ซึ่งมักจะทำจากวัสดุที่มีคุณสมบัติทนทาน เช่น ไทเทเนียมหรือเซรามิค ส่วนนี้จะช่วยให้ฟันเทียมสามารถยึดติดกับรากฟันเทียมได้อย่างมั่นคง
- ส่วนทันตกรรมประดิษฐ์ (Prosthetic Component) ส่วนนี้คือส่วนที่ทำหน้าที่ทดแทนฟันธรรมชาติ เช่น ครอบฟัน ฟันเทียมถอดได้ หรือสะพานฟัน โดยจะยึดติดกับ Implant Abutment ด้วยกาวทางทันตกรรมหรือสกรู ซึ่งส่วนทันตกรรมประดิษฐ์นี้จะให้ความรู้สึกเหมือนฟันธรรมชาติทั้งในแง่ของการใช้งานและรูปลักษณ์ โดยสามารถปรับแต่งให้เหมาะสมกับลักษณะของฟันและช่องปากของผู้ที่ทำการฝังรากฟันเทียมได้
ชนิดของรากฟันเทียม
การทำรากฟันเทียมแบ่งออกเป็น 2 ชนิดหลัก ๆ ได้แก่ Conventional Immediate implant และ Immediate Loaded Implant ซึ่งการเลือกใช้วิธีใดนั้น ขึ้นอยู่กับสภาพภายในช่องปาก ความจำเป็นของคนไข้ และประสบการณ์ของทันตแพทย์
1. Conventional Implant
Conventional Implant คือ การฝังรากฟันเทียมตามปกติ โดยขั้นตอนทั่วไปจะเริ่มจากการที่ทันตแพทย์ทำการตรวจวินิจฉัยและพิมพ์ปาก รวมถึงการทำ CT Scan เนื่องจากมีความจำเป็นที่จะต้องรู้ตำแหน่งที่ชัดเจนในทุกมิติเพื่อความถูกต้องแม่นยำในการฝังรากฟันเทียม จากนั้นจะนัดหมายคนไข้เพื่อทำการผ่าตัดฝังรากฟันเทียมลงไปในกระดูกขากรรไกร หลังจากฝังรากฟันเทียมแล้ว จะต้องรอให้รากฟันเทียมและกระดูกยึดติดกันเต็มที่ ซึ่งใช้เวลาประมาณ 3-4 เดือน ขึ้นอยู่กับลักษณะของกระดูก
ในบางกรณีอาจต้องปลูกกระดูกเพิ่มเติม หากคนไข้มีปริมาณกระดูกน้อยในบริเวณที่จะฝังรากฟันเทียม หรือในคนไข้บางรายอาจไม่สามารถปลูกกระดูกได้
เมื่อรากฟันเทียมยึดติดกับกระดูกแล้ว ทันตแพทย์จะทำครอบฟันยึดกับรากฟันเทียมในขั้นตอนถัดไป ซึ่งระยะเวลาในขั้นตอนนี้จะใช้เวลาประมาณ 1-4 สัปดาห์ โดยข้อจำกัดในการรักษาจะน้อยมากหากมีการวางแผนการรักษาอย่างดี
2. Immediate Implant
Immediate Implant คือ การฝังรากฟันเทียมทันทีหลังจากทำการถอนฟันธรรมชาติ วิธีนี้จะลดขั้นตอนและระยะเวลาการทำงานลง ช่วยลดการละลายของกระดูกและโอกาสการเกิดเหงือกร่น ตำแหน่งฟันที่เหมาะสมสำหรับการทำวิธีนี้สามารถทำได้ทุกตำแหน่ง ซึ่งต้องไม่มีพยาธิสภาพที่เสียหายของรากฟันของฟันที่จะถอน และต้องมีปริมาณกระดูกเพียงพอให้รากฟันเทียมยึดติดอยู่ได้
ประโยชน์ของการทำรากฟันเทียม
- ช่วยเพิ่มความมั่นใจในการยิ้ม รวมถึงการออกเสียง
- ให้ความสวยงาม ความรู้สึก และลักษณะ ใกล้เคียงกับฟันธรรมชาติ
- สามารถบดเคี้ยวได้อย่างมีประสิทธิภาพ
- เสริมสร้างสุขภาพช่องปากให้ดีขึ้น
- ไม่จำเป็นต้องกรอแต่งฟันข้างเคียง
- ป้องกันการสูญเสียฟันและการยุบตัวของกระดูกข้างเคียง
- มีความคงทนและอายุการใช้งานที่ยาวนาน
- ไม่มีปัญหาด้านการออกเสียงเมื่อเปรียบเทียบกับฟันเทียมชนิดอื่น
- ช่วยให้การใส่ฟันเทียมแบบถอดได้มีความรู้สึกสบายและมีความแน่นกระชับมากขึ้น
- เมื่อใช้ร่วมกับฟันเทียมแบบถอดได้ จะหมดปัญหาฟันเทียมขยับระหว่างการพูดคุยหรือรับประทานอาหาร
ใครบ้างที่เหมาะกับการทำรากฟันเทียม?
การทำรากฟันเทียมเป็นทางเลือกที่มีประสิทธิภาพสำหรับผู้ที่มีปัญหาทางทันตกรรม โดยเฉพาะในกรณีที่สูญเสียฟันธรรมชาติ หรือมีข้อจำกัดในการบดเคี้ยวอาหาร ได้แก่
- ผู้ที่สูญเสียฟันระยะยาว
- ผู้ที่สูญเสียฟันจากอุบัติเหตุ
- ผู้ที่มีฟันผุรุนแรง ที่ไม่สามารถรักษาได้
- ผู้ที่ไม่เหมาะกับการใส่สะพานฟัน
- ผู้ที่รักษาฟันร่วมกับการจัดฟัน
- ผู้ที่กังวลเกี่ยวกับการใส่ฟันปลอมประเภทอื่น
การเลือกทำรากฟันเทียมเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการฟันที่มีความคงทนและใช้งานได้อย่างเหมาะสม โดยไม่ต้องกังวลเรื่องการหลุดหรือการซ่อมแซมบ่อย ๆ ในอนาคต
ข้อจำกัดของรากฟันเทียม
- ไม่ควรทำในเด็กที่อายุต่ำกว่า 18 ปี เนื่องจากกระดูกขากรรไกรยังเจริญเติบโตไม่เต็มที่
- ไม่เหมาะกับผู้ที่มีโรคประจำตัวบางประเภท เช่น โรคเบาหวานที่ไม่สามารถควบคุมได้
- ไม่เหมาะกับผู้ที่เป็นโรคมะเร็งและต้องได้รับการฉายรังสีบริเวณใบหน้าและขากรรไกร
- ไม่เหมาะกับผู้ที่มีโรคปริทันต์อักเสบหรือปัญหาเกี่ยวกับเหงือกที่ยังไม่ได้รักษา
- ไม่เหมาะกับผู้ที่มีภาวะไฮเปอร์ไทรอยด์ ควรได้รับการรักษาเพิ่มเติมก่อนการฝังรากฟันเทียม
- ไม่เหมาะกับผู้ที่ตั้งครรภ์ ควรคลอดบุตรก่อนการทำรากฟันเทียม
เปรียบเทียบทำรากฟันเทียม, สะพานฟัน และฟันปลอม
ความใกล้เคียงกับฟันธรรมชาติ
- รากฟันเทียม: ให้ความรู้สึกใกล้เคียงกับฟันธรรมชาติที่สุด เพราะยึดติดกับกระดูกขากรรไกร ทำให้สามารถเคี้ยวและพูดได้เหมือนฟันจริง
- สะพานฟัน: ใกล้เคียงฟันธรรมชาติ แต่ยังคงมีความแตกต่างเนื่องจากต้องกรอฟันข้างเคียงทำให้สูญเสียเนื้อฟันธรรมชาติโดยไม่จำเป็น
- ฟันปลอม: ให้ความรู้สึกแตกต่างฟันธรรมชาติ และอาจรู้สึกไม่สบายระหว่างการสวมใส่ เมื่อใช้งานนานไปมักเกิดการหลวม
ความเหมาะสมในการรักษา
- รากฟันเทียม: เหมาะสำหรับผู้ที่สูญเสียฟันแท้ไปหนึ่งซี่ หลายซี่ หรือทั้งปาก รวมถึงผู้ที่ไม่ต้องการใส่ฟันปลอมถอดได้ หรือมีความกังวลเกี่ยวกับการใส่ฟันปลอมประเภทอื่น
- สะพานฟัน: เหมาะสำหรับผู้ที่สูญเสียฟันแท้และไม่ต้องการใส่ฟันปลอมแบบถอดได้ โดยเฉพาะกรณีที่ฟันหายเป็นช่วงสั้น ๆ หรือหลายซี่ที่อยู่ติดกัน กรณีทำสะพานฟันบนรากเทียม สามารถทำได้โดยเหมาะกับผู้ที่ต้องการทำรากฟันเทียมเพียงบางซี่ เพื่อใช้เป็นหลักยึดสำหรับสะพานฟัน
- ฟันปลอม: เหมาะสำหรับผู้ที่สูญเสียฟันแท้หลายซี่หรือทั้งปาก ผู้ที่มีงบประมาณจำกัด ผู้ที่กระดูกขากรรไกรไม่พร้อมสำหรับรากฟันเทียม หรือผู้สูงอายุที่ที่มีปัญหาสุขภาพ ไม่สามารถทำรากฟันเทียม
การยึดติดและความเสถียรในการใช้งาน
- รากฟันเทียม: ยึดติดกับกระดูกขากรรไกรอย่างแน่นหนา ทำให้ฟันเทียมมีความเสถียรงสูง ไม่หลุดออกระหว่างการใช้
- สะพานฟัน: ยึดติดกับฟันข้างเคียงที่กรอเป็นฐาน บางครั้งอาจเกิดความไม่มั่นคงขึ้นกับสภาพฟันที่เป็นฐานเมื่อเวลาผ่านไป
- ฟันปลอม: ไม่มีการยึดติดกับกระดูก ขึ้นอยู่กับการพึ่งพาฟันข้างเคียงและฐานเหงือกในช่องปาก ทำให้ฟันปลอมอาจหลุดหรือขยับระหว่างการพูดหรือเคี้ยว
การป้องกันการสูญเสียกระดูก
- รากฟันเทียม: ช่วยป้องกันการสูญเสียกระดูกขากรรไกร เนื่องจากรากฟันเทียมยึดติดกับกระดูกและกระตุ้นโดยการใช้งานเป็นการรักษาสภาพกระดูกคล้ายการมีอยู่ของฟันธรรมชาติ
- สะพานฟัน: ไม่สามารถป้องกันการสูญเสียกระดูกขากรรไกรได้ เนื่องจากไม่ได้ยึดติดกับกระดูกขากรรไกร
- ฟันปลอม: ไม่มีผลในการป้องกันการสูญเสียกระดูก เนื่องจากไม่ยึดติดกับกระดูกขากรรไกร
ขั้นตอนการรักษาและการผ่าตัด
- รากฟันเทียม: ต้องทำการผ่าตัดฝังรากฟันเทียมลงในกระดูกขากรรไกร และต้องใช้เวลาฟื้นตัวประมาณ 3-4 เดือน
- สะพานฟัน: ไม่ต้องผ่าตัด แต่ต้องกรอฟันข้างเคียงเพื่อยึดสะพานฟัน ซึ่งเป็นขั้นตอนที่ใช้เวลาน้อย
- ฟันปลอม: ไม่ต้องผ่าตัดและทำได้รวดเร็ว โดยไม่ต้องกรอฟันข้างเคียง
อายุการใช้งาน
- รากฟันเทียม: มีอายุการใช้งานมากกว่า 10-20 ปี หรือถาวร หากได้รับการดูแลอย่างดี
- สะพานฟัน: อายุการใช้งานประมาณ 5-15 ปี ขึ้นอยู่กับการดูแลและการใช้งาน
- ฟันปลอม: อายุการใช้งานประมาณ 2-10 ปี และสภาพของฟันปลอมชนิดนี้จะสึกหรอได้ไวที่สุดดังนั้นอาจจะต้องเปลี่ยนบ่อยครั้ง
ค่าใช้จ่าย
- รากฟันเทียม: ค่าใช้จ่ายสูงที่สุด แต่เมื่อเทียบกับอายุการใช้งานที่ยาวนานกว่า ค่าเฉลี่ยของค่าใช้จ่ายต่ออายุการใช้งานมีความคุ้มค่าสูงสุด
- สะพานฟัน: ค่าใช้จ่ายปานกลาง โดยไม่ต้องผ่าตัดและใช้วัสดุที่ราคาถูกกว่ารากฟันเทียม
- ฟันปลอม: ค่าใช้จ่ายต่ำที่สุด เพราะไม่ต้องผ่าตัดและสามารถทำได้รวดเร็ว
อย่างไรก็ตาม การเลือกวิธีรักษาที่ดีที่สุดขึ้นอยู่กับความต้องการของคนไข้ สภาพช่องปาก และคำแนะนำจากทันตแพทย์
ขั้นตอนการทำรากฟันเทียม
ขั้นตอนที่ 1
ทันตแพทย์จะทำการประเมินสภาพฟันและช่องปากของคนไข้ ร่วมกับภาพเอกซเรย์สามมิติ (CT Scan 3D) เพื่อวางแผนการรักษาที่เหมาะสมที่สุด โดยเฉพาะรายบุคคลให้กับคนไข้ เพื่อเลือกขนาด และความยาวของรากเทียม จำนวนรากเทียม และตำแหน่งที่ของรากฟันเทียม ที่เหมาะสมกับบุคคลนั้น ๆขั้นตอนที่ 2
ทันตแพทย์จะทำการฝังรากฟันเทียมลงไปในกระดูกของเบ้าฟัน และรอให้ร่างกายสร้างกระดูกเพื่อยึดติดกับรากเทียม โดยสมบูรณ์ ประมาณ 3-4 เดือน หากมีหัตถการเสริม เช่น เสริมกระดูก เสริมเนื้อเยื่อ ส่วนใหญ่ทันตแพทย์จะพิจารณาทำพร้อมกันในขั้นตอนนี้ขั้นตอนที่ 3
ทันตแพทย์จะยึดส่วนแกนฟันลงบนรากฟันเทียม ซึ่งส่วนแกนฟันนี้จะเป็นส่วนที่ยึดกับฟันปลอมต่อไป ซึ่งการทำฟันปลอมทำได้ทั้งฟันปลอมติดแน่น เช่น ครอบฟัน สะพานฟัน หรือฟันปลอมถอดได้ทั้งปากที่ทำบนรากเทียม ขั้นตอนนี้จะมีการพิมพ์ปากด้วยเครื่องพิมพ์ปากสามมิติ (intraoral scanner)ขั้นตอนที่ 4
นตแพทย์จะนัดคนไข้มาใส่ครอบฟัน สะพานฟัน หรือฟันปลอมถอดได้ทั้งปาก และ นัดติดตามดูผลเพื่อดูแลทำความสะอาด และควรเข้ามาตามนัดพบทันตแพทย์ทุก 6 เดือนผลลัพธ์หลังการรักษารากฟันเทียม
การรักษาด้วยรากฟันเทียมไม่เพียงแต่ทดแทนฟันที่สูญหายไป แต่ยังช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตโดยรวมของผู้ได้รับการรักษา หลังจากการฝังรากฟันเทียมเสร็จสิ้นและกระดูกยึดติดกับรากฟันเทียมอย่างสมบูรณ์ คนไข้จะสามารถ
1. รับประทานอาหารได้ตามปกติ
ฟันเทียมที่ยึดติดกับกระดูกขากรรไกรอย่างมั่นคงจะช่วยให้คนไข้สามารถบดเคี้ยวอาหารได้เหมือนฟันธรรมชาติ รับรู้ความรู้สึกในการบดเคี้ยวอาหารได้ดี โดยไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับฟันปลอมที่หลุดหรือเคลื่อนที่ระหว่างการรับประทานอาหาร ซึ่งทำให้คนไข้สามารถทานอาหารที่ต้องการได้อย่างสะดวกสบาย ด้วยการสบฟันที่มีประสิทธิภาพ
2. พูดและยิ้มได้อย่างมั่นใจ
รากฟันเทียมจะช่วยให้การพูดเป็นธรรมชาติและไม่ผิดเพี้ยน สามารถออกเสียงได้ชัดเจน เนื่องจากฟันเทียมยึดติดกับกระดูกและไม่ขยับเหมือนฟันปลอมถอดได้ นอกจากนี้ ฟันเทียมยังให้ความสวยงามที่เหมือนฟันธรรมชาติ ทำให้คนไข้ยิ้มได้อย่างมั่นใจโดยไม่ต้องกังวลว่าเหงือกหรือฟันเทียมจะขยับหรือหลุดออกมา
3. เพิ่มความมั่นใจในตัวเอง
การมีฟันที่สวยงามและใช้งานได้ดีช่วยเพิ่มความมั่นใจในตัวเองในทุก ๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นการพบปะกับผู้อื่น การพูดคุย หรือการทำกิจกรรมต่าง ๆ การมีฟันที่ครบและแข็งแรงทำให้คนไข้รู้สึกมีความสุขและพร้อมที่จะเผชิญกับโลกภายนอก โดยไม่เสียบุคคลิกภาพ
4. เสริมสร้างสุขภาพองค์รวมและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
การฟื้นฟูการทำงานของฟันที่สูญหายช่วยให้สุขภาพช่องปากดีขึ้น ซึ่งส่งผลต่อการย่อยอาหาร การพูด และการออกเสียงที่ถูกต้อง นอกจากนี้ยังช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดปัญหาทางทันตกรรมอื่น ๆ เช่น การสูญเสียกระดูกขากรรไกร และช่วยให้สุขภาพร่างกายและจิตใจโดยรวมดีขึ้นเนื่องจากการเคี้ยวอาหารอย่างถูกต้อง
**หมายเหตุสำคัญ: ผลลัพธ์ของการรักษารากฟันเทียมขึ้นอยู่กับสภาพช่องปาก โครงสร้างกระดูก การดูแลรักษาหลังทำ และปัจจัยเฉพาะของแต่ละบุคคล ทันตแพทย์จะเป็นผู้ประเมินและให้คำแนะนำตามความเหมาะสม
แนะนำวิธีการดูแลหลังทำรากฟันเทียม
- หลักจากเข้ารับฝังรากฟันเทียมแล้ว คนไข้สามารถประคบเย็นและแปรงฟันได้ตามปกติ โดยหลีกเลี่ยงการถูบริเวณรากฟันที่ฝังไปในช่วงแรก และทานยาฆ่าเชื้อและยาแก้ปวดตามที่ทันตแพทย์แนะนำจนครบ
- หลังจากการทำความสะอาดช่องปาก ให้กลั้วปากด้วยน้ำยาของทางคลินิก โดยทำเป็นประจำทุกเช้า-เย็นหลังแปรงฟัน เพื่อให้การรักษาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
- นำสำลีก้านจุ่มน้ำยาของทางคลินิกไปเช็ดตามตามซอกฟันที่ฝังรากฟันเทียม หลีกเลี่ยงการหมุนสำลีก้านทวนเข็มนาฬิกา เพราะอาจทำให้รากฟันเทียมหลุดออกได้
- หากมีชิ้นส่วนตัวยึดรากเทียม หลวม หลุด ให้เก็บชิ้นส่วนนั้นไว้ และรีบติดต่อทางคลินิก เพื่อรับทราบแนวทางปฏิบัติและดูแลตัวเองต่อไป
- ระหว่างการฝังรากฟันเทียมจะต้องระมัดระวังการสะสมของคราบพลัคและเศษอาหาร ควรดูแลสุขภาพเหงือกและฟันอย่างสม่ำเสมอ พร้อมทั้งเข้ารับตรวจฟันกับทันตแพทย์และควรขูดหินปูนทุกเป็นประจำทุก 6 เดือน จะช่วยให้รากฟันเทียมยังคงอยู่ในสภาพที่ดีที่สุด และลดความเสี่ยงในการเกิดโรคเหงือกอักเสบ
FAQs :
1. รากฟันเทียมอยู่ได้นานเท่าไหร่?
สำหรับคำถามที่ว่ารากฟันเทียมราคาเท่าไหร่? ราคาของรากฟันเทียมนั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับยี่ห้อเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับจำนวนฟันที่สูญเสีย สภาพกระดูก และเป้าหมายการใช้งานในระยะยาว จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้รากฟันเทียมแต่ละคลินิกมีราคาเริ่มต้นไม่เท่ากัน
โดยทั่วไปแล้ว รากฟันเทียมแบ่งออกเป็น 2 ระบบหลัก ๆ โดยแต่ละระบบมีราคาเริ่มต้นดังนี้
- ระบบที่พัฒนาในยุโรป / อเมริกา (Advanced Engineering Tier) เช่น Straumann, Astra Tech และ P-I Branemark มีราคาเริ่มต้นประมาณ 60,000-100,000 บาทต่อซี่
- ระบบที่พัฒนาในเอเชีย (โดยเฉพาะเกาหลีใต้) (Clinical Value & Standardized System Tier) เช่น Dentium, Neodent Aqua และ Hiossen มีราคาเริ่มต้นประมาณ 25,000 – 60,000 บาทต่อซี่
ซึ่งที่ Ume Dental Clinic เราให้บริการรักษารากฟันเทียมภายใต้แนวคิด Dentium Signature House ซึ่งเป็นการจัดระบบการรักษารากฟันเทียมโดยใช้ Dentium Superline II เป็นระบบหลัก เพื่อให้มั่นใจในความสม่ำเสมอของมาตรฐานในทุกเคส โดยมีราคาเริ่มต้นที่ 26,990 บาทต่อซี่ ซึ่งแผนการรักษาและค่าใช้จ่ายจะได้รับการประเมินเป็นรายบุคคลโดยทันตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
เลือกรากฟันเทียมแบบไหนดี?: รากฟันเทียม ยี่ห้อไหนดี? แบบเปรียบเทียบคุณสมบัติและราคา
2. ผู้สูงอายุสามารถใส่รากฟันเทียมได้ไหม?
ผู้สูงอายุสามารถใส่รากฟันเทียมได้ หากมีสุขภาพช่องปากและกระดูกขากรรไกรที่เหมาะสม การฝังรากฟันเทียมในผู้สูงอายุสามารถช่วยฟื้นฟูการทำงานของฟันที่สูญหายและเสริมสร้างความมั่นใจในด้านการพูดและการเคี้ยวอาหารได้ดีขึ้น
อย่างไรก็ตาม การฝังรากฟันเทียมในผู้สูงอายุจำเป็นต้องมีการประเมินสุขภาพทั่วไปอย่างรอบคอบ เช่น ความสมบูรณ์ของกระดูกขากรรไกร และโรคที่อาจทำให้การรักษาล่าช้าหรือไม่ปลอดภัย เช่น โรคเบาหวานที่ไม่สามารถควบคุมได้ หรือโรคหัวใจ โดยทันตแพทย์จะเป็นผู้ประเมินและแนะนำการรักษาที่เหมาะสมกับสภาพร่างกายของผู้สูงอายุแต่ละคน
การรักษาด้วยรากฟันเทียมในผู้สูงอายุที่มีสุขภาพแข็งแรงและได้รับการดูแลรักษาอย่างดีสามารถให้ผลลัพธ์ที่ดี และช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุได้ในระยะยาว
3. ทำรากฟันเทียมใช้สิทธ์ 30 บาท หรือ ประกันสังคมได้ไหม?
หลายคนอาจสงสัยว่า รากฟันเทียมสามารถเบิกจากประกันสังคมได้หรือไม่? คำตอบในปัจจุบันคือ ไม่สามารถเบิกได้ เนื่องจากการเบิกค่ารากฟันเทียมจากประกันสังคมยังคงอยู่ในขั้นตอนการพิจารณา และยังไม่ได้รับการบังคับใช้แต่อย่างใด
ในส่วนของสิทธิ์ 30 บาท หรือที่รู้จักกันในชื่อโครงการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (30 บาทรักษาทุกโรค) ครอบคลุมค่าใช้จ่ายในการทำรากฟันเทียม ในกรณีที่คนไข้มีปัญหาจากการใส่ฟันเทียมทั้งปากที่หลวม ไม่กระชับ หรือไม่สามารถใส่ฟันเทียมได้ โดยทันตแพทย์จะทำการวินิจฉัยและพิจารณาว่าจำเป็นต้องทำการฝังรากฟันเทียมเพื่อการรักษาต่อไป
อ่านเพิ่มเติม: ทำรากฟันเทียม เบิกประกันสังคมได้ไหม อัปเดตข้อมูลล่าสุดปี 2569
4. ทำรากฟันเทียม มีขั้นตอนอะไรบ้าง ?
การทำรากฟันเทียมมีทั้งหมด 4 ขั้นตอน เริ่มจากทันตแพทย์ตรวจสุขภาพช่องปากและถ่ายเอกซเรย์ 3 มิติเพื่อวางแผนการรักษา จากนั้นจึงฝังรากฟันเทียมลงในกระดูกขากรรไกรและรอให้กระดูกยึดติดประมาณ 3–4 เดือน (อาจมีการเสริมกระดูกหรือเนื้อเยื่อหากจำเป็น) เมื่อรากฟันยึดติดดีแล้วจะติดตั้งแกนรองรับและพิมพ์ปากเพื่อผลิตครอบฟัน ก่อนนัดใส่ครอบฟันและติดตามผล พร้อมแนะนำให้เข้าตรวจสุขภาพช่องปากทุก 6 เดือนเพื่อยืดอายุการใช้งานของรากฟันเทียม
5. ทำรากฟันเทียมราคาเท่าไร
ราคาทำรากฟันเทียมขึ้นอยู่กับจำนวนซี่ที่รักษา ระบบรากฟันเทียมที่เลือก และความซับซ้อนของแต่ละเคส โดยทั่วไป รากฟันเทียม 1 ซี่มีราคาประมาณ 35,000–100,000 บาท ส่วนที่ UMe Dental Clinic เริ่มต้น 26,990 บาทต่อซี่ (รวมครอบฟันและ CT Scan) และหากเป็นการทำรากฟันเทียมทั้งปาก ราคาจะอยู่ที่ประมาณ 150,000–400,000 บาทต่อขากรรไกร ทั้งนี้ทันตแพทย์จะประเมินและแจ้งค่าใช้จ่ายที่เหมาะสมก่อนเริ่มการรักษา
6. รากฟันเทียมอยู่ได้กี่ปี รากฟันเทียมอยู่ได้นานไหม
โดยทั่วไป รากฟันเทียมมีอายุการใช้งานประมาณ 10–20 ปี หรืออาจอยู่ได้ตลอดชีวิต หากได้รับการรักษาอย่างถูกวิธีและดูแลสุขภาพช่องปากอย่างสม่ำเสมอ เช่น แปรงฟัน ใช้ไหมขัดฟัน เข้าพบทันตแพทย์เพื่อตรวจและทำความสะอาดทุก 6 เดือน รวมถึงหลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่ทำให้รากฟันเทียมรับแรงกระแทกมากเกินไป ก็จะช่วยยืดอายุการใช้งานให้ยาวนานยิ่งขึ้น
7. ทำรากฟันเทียมเจ็บไหม
ระหว่างการผ่าตัดฝังรากฟันเทียม จะไม่รู้สึกเจ็บ เพราะทันตแพทย์จะใช้ยาชาเฉพาะที่ ทำให้รู้สึกเพียงแรงกดหรือแรงสั่นเล็กน้อยเท่านั้น หลังผ่าตัดอาจมีอาการปวด บวม หรือระบมประมาณ 2–3 วันแรก ซึ่งสามารถบรรเทาได้ด้วยยาแก้ปวดและการดูแลตามคำแนะนำของทันตแพทย์ โดยอาการจะค่อย ๆ ดีขึ้นและหายเป็นปกติภายในไม่กี่วันในผู้ป่วยส่วนใหญ่
รีวิว ทำรากฟันเทียม ที่ UME Dental Clinic
รีวิวจากเคสจริง ทำรากฟันเทียมที่ Ume Dental Clinic
ขอขอบคุณคนไข้ UMe Dental Clinic ทุกท่าน
การทำรากฟันเทียมไม่เพียงแต่เป็นการทดแทนฟันที่สูญหายไป แต่ยังเป็นการรักษาที่ส่งผลต่อการใช้งานฟัน สุขภาพช่องปาก และคุณภาพชีวิตในระยะยาว ที่ Ume Dental Clinic เรามีความเข้าใจในความสำคัญของการรักษารากฟันเทียม พร้อมดูแลคุณด้วยทีมทันตแพทย์สาขารากฟันเทียม ตั้งแต่การวางแผนการรักษาที่เหมาะสม และการใช้เทคโนโลยีการแพทย์ที่ทันสมัย เพื่อให้การทำรากฟันเทียมของคุณเป็นไปอย่างปลอดภัยและได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด



